แมวอ้วน

แมวอ้วน น้ำหนักตัวของแมวนั้นสำคัญแค่ไหน

จากข้อมูลทางสถิติของสถานพยาบาลสัตว์ในแถบยุโรป พบว่ากว่าร้อยละ 59 ของสุนัขและแมวในยุโรปมีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรืออยู่ในภาวะ “อ้วน” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน การที่สัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างน้องแมวมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่ามาตรฐาน แม้เจ้าของจะมองว่า “น่ารัก จ้ำม่ำ น่ากอด” แต่พฤติการณ์เช่นนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เหนี่ยวนำทำให้แมวประสบกับปัญหาสุขภาพต่างๆและโรครุมเร้าอีกมากมายที่ตามมาได้มากขึ้น เช่นโรคเบาหวาน โรคกระดูกและไขข้ออักเสบ โรคทางเดินระบบปัสสาวะ และโรคที่เกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ซึ่งความเชื่อผิดๆนี้เองก็กำลังเกิดขึ้นในหมู่คนเลี้ยงแมวเบงกอลเช่นกัน หลายคนมีความคิดว่า “ยิ่งแมวเบงกอลน้ำหนักมากเท่าไหร่ แสดงว่าแมวโครงสร้างดี” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ซ้ำร้ายยังส่งผลร้ายกับตัวแมวเสียเอง แมวเบงกอลเป็นแมวขนาดกลางและสามารถมีช่วงน้ำหนักและขนาดของโครงสร้างที่หลากหลายขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสายเลือดของน้องแมวเองด้วยเช่นกัน แมวเบงกอลสามารถมีโครงสร้างเล็กได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก รวมถึงโครงสร้างใหญ่ได้เช่นกัน ทั้งนี้หากแมวเบงกอลที่มีโครงสร้างเล็กเป็นทุนเดิมแต่เจ้าของเลือกที่จะเพิ่มปริมาณอาหารและเสริมโภชนาการต่างๆเกินความต้องการของร่างกายแมวเพื่อหวังให้แมวเพิ่มน้ำหนัก ท้ายที่สุดจะลงเอยด้วยการที่แมวตกอยู่ในภาวะ “แมวอ้วน

แมวอ้วน” ไม่ใช่แมวโครงสร้างใหญ่หรือดี แต่เป็นแมวที่ควรได้รับการดูแลทางด้านโภชนาการเพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แมวเบงกอลเป็นสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อด้านโครงสร้างและสรีสระที่แตกต่างจากแมวบ้านสายพันธุ์อื่นๆ ประกอบกับมาตรฐานสายพันธุ์แมวเบงกอลของสมาคม TICA มีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ระบุถึงโครงสร้างของแมวเบงกอลไว้ว่า “Boning: Sturdy, firm; never delicate. Musculature: Very muscular, especially in the males, one of the most distinguishing features” กล่าวคือ บอดี้ของแมวเบงกอลสิ่งสำคัญคือ “ความเฟิร์ม” และ “กล้ามเนื้อ” (หากเปรียบเทียบกับคนก็คล้ายกับเหล่านักกีฬาที่มีร่างกายที่ฟิตและเฟิร์ม) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะกายภาพทางธรรมชาติของแมวป่าบรรพบุรุษ และนิสัยพื้นฐานของแมวเบงกอลที่มีความตื่นตัวและกระตือรือล้นแทบตลอดเวลา

วิธีการพิจารณาเบื้องต้นว่าแมวตกอยู่ในภาวะ “แมวอ้วน” สามารถพิจารณาได้ดังนี้

  1. ใช้วิธีลูบคลำตามร่างกายของแมวบริเวณซี่โครง หากจับไม่เจอกระดูกเลย แสดงว่าแมวของเราเริ่มอวบแล้วล่ะ
  2. คลำหน้าท้อง ซึ่งหากหย่อนมามากผิดปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าแมวเราเริ่มอวบแล้วล่ะ ทั้งนี้ เจ้าของต้องแยกความแตกต่างให้ออกระหว่างหน้าท้องแมวอ้วน กับ ถุงใต้ท้องของแมว (Primordal pouch หรือ Cat belly flap) ซึ่งในแมวแต่ละตัวมีขนาดไม่เท่ากัน และมีประโยชน์ต่อตัวแมวด้วย ไม่ว่าจะเป็นใช้ปกป้องร่างกายระหว่างต่อสู้เพื่อลดการบาดเจ็บของอวัยวะภายในช่องท้อง ช่วยยืดตัวในระหว่างวิ่งหรือกระโดด ขยายพื้นที่หน้าท้อง และสะสมไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง
  3. สังเกตบริเวณใต้คางของน้องแมว ว่าแมวของเรามีคางสองชั้นหรือเปล่า มีไขมันพอกใต้บริเวณขากรรไกรและลำคอของน้องแมวหรือไม่
  4. ลองคลำหาเอวของน้องแมวดูว่ามีไขมันสะสมมากน้อยเพียงใด
  5. หากต้องการลงรายละเอียดมากกว่านั้น เจ้าของสามารถใช้วิธีคำนวณหาค่าคะแนนร่างกาย (BCS) เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับสัดส่วนไขมันในร่างกาย (BF) และน้ำหนักตัว

ทั้งนี้หากแมวเบงกอลของเรามีสุขภาพที่ดี ร่าเริง แจ่มใส กินดื่มได้เป็นปกติ ขับถ่ายปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของแมวสุขภาพดี เจ้าของหมดห่วงเรื่องน้ำหนักตัวของน้องแมวได้เลยค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง:

1. Dawn Brooks, Julie Churchill, Karyn Fein, Deborah Linder, Kathryn E. Michel, Ken Tudor, Ernie Ward, Angela Witzel. 2014 AAHA Weight Management Guildelines for Dogs and Cats. (J Am Anim Hosp Assoc 2014; 50:1–11. DOI 10.5326/JAAHA-MS-6331)

2. ภาพประกอบ Body condition scoring จาก https://vcahospitals.com/know-your-pet/obesity-in-cats

Leave a Reply

Discover more from SILVERSQUAD Bengals cattery

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading