แพ้แมว แต่อยากเลี้ยงแมว ทำยังไงดี ???
สำหรับคนรักแมวที่มีอาการแพ้แมว หรือสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงแมว การเลี้ยงแมวอาจดูเหมือนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่หากมีการดูแลและจัดการที่เหมาะสม คุณก็สามารถอยู่ร่วมกับน้องแมวได้ บทความนี้จะแนะนำวิธีการจัดการกับอาการแพ้แมว พร้อมทั้งอ้างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยหวังว่าจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ
1. เลือกสายพันธุ์น้องแมวที่ “ก่อภูมิแพ้น้อย”
ถึงแม้ว่าจะไม่มีแมวสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เลย แต่แมวบางสายพันธุ์อาจผลิตสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ได้น้อยกว่าสายพันธุ์อื่น หรือมีลักษณะขนที่ช่วยลดการแพร่กระจายของสารก่อภูมิแพ้ เช่น
- เบงกอล (Bengal cat)

- รัสเซียนบลู (Russian Blue)
- ไซบีเรียน (Siberian)
- บาลิเนส (Balinese cat)
- ออเรียนทัลช็อตแฮร์ (Oriental Shorthair)
โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Clinical & Experimental Allergy (2010) พบว่าปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ในแมวแต่ละตัวและแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน โดยในงานวิจัยนี้พบว่าแมวไซบีเรียนอาจผลิต Fel d 1 น้อยกว่าแมวสายพันธุ์อื่น (Buter et al., 2010)
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจมีคำถามตามมาว่า แล้วแมวสฟิงซ์ (Spynx cat) ล่ะ ในเมื่อน้องเป็นแมวไม่มีขน โอกาสที่จะก่อให้เกิดภูมิแพ้ก็น่าจะน้อยรึเปล่า ???
คำตอบคือ ไม่ ค่ะ
การที่น้องแมวไม่มีขน ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของน้องจะผลิตสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ได้น้อยกว่าแมวที่มีขน
การผลิตสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ในแมวสฟิงซ์
- สารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ผลิตจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังและในน้ำลายของแมว ซึ่งแมวสฟิงซ์มีผิวหนังที่เปิดเผยมากกว่าสายพันธุ์อื่น ทำให้สารเหล่านี้สามารถสะสมบนผิวหนังได้มากขึ้น
- แม้ไม่มีขนที่จะช่วยกระจายสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ แต่สาร Fel d 1 ยังคงมีอยู่และอาจสัมผัสกับพื้นผิวต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์และเสื้อผ้าได้ง่ายเมื่อจับต้องแมว
- แมวสฟิงซ์ต้องการการอาบน้ำเป็นประจำ เนื่องจากผิวหนังของน้องผลิตน้ำมันจำนวนมาก หากไม่ได้อาบน้ำบ่อย ๆ สารก่อภูมิแพ้อาจสะสมมากขึ้นบนผิวหนัง
งานวิจัยใน Clinical & Experimental Allergy และ Veterinary Dermatology ระบุว่า แมวแต่ละตัวมีระดับการผลิตสาร Fel d 1 ที่แตกต่างกันมาก แม้จะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ซึ่งแมวไซบีเรียน (Siberian) ถูกพบว่าผลิตสาร Fel d 1 น้อยกว่าแมวสายพันธุ์อื่นเล็กน้อย แต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าแมวสฟิงซ์ผลิตสารก่อภูมิแพ้น้อยกว่าแมวสายพันธุ์อื่น
2. ลดสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม
• ใช้เครื่องฟอกอากาศ: งานวิจัยใน Indoor Air Journal (2020) ยืนยันว่าเครื่องฟอกอากาศที่มี HEPA filter สามารถลดสารก่อภูมิแพ้ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ
• ใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มี HEPA filter ทำความสะอาดพรมและเฟอร์นิเจอร์
• ซักผ้าปูที่นอนและของใช้ของแมวทุกสัปดาห์
• เช็ดถูพื้นและเฟอร์นิเจอร์เพื่อป้องกันการสะสมของสารก่อภูมิแพ้
• จัดพื้นที่ปลอดแมว: เช่น ห้องนอน ควรจัดให้เป็นพื้นที่ที่แมวไม่สามารถเข้าไปได้
3. การดูแลแมวเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้
• แปรงขนเป็นประจำ: การแปรงขนน้องแมวเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ หรือแปรงทุกวัน ช่วยลดขนร่วงและการกระจายของสารก่อภูมิแพ้
• เช็ดตัวแมว: ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดตัวน้องแมวเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้บนขน
• อาบน้ำให้แมว: งานวิจัยใน Allergy (2012) ชี้ว่าแมวที่อาบน้ำสามารถลดระดับสาร Fel d 1 บนตัวได้ แต่ผลลัพธ์มักอยู่ไม่นาน การแปรงขนเป็นประจำให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
4. การจัดการทางการแพทย์
• ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง: โรงพยาบาลสามารถทดสอบภูมิแพ้และแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้
• ใช้ยาแก้แพ้: ยาแก้แพ้ (antihistamines) หรือยาพ่นจมูกสามารถช่วยลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยใน Journal of Allergy and Clinical Immunology (2015) ยืนยันถึงประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ในการลดอาการแพ้แมว
• การทำภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): การฉีดภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณน้อยเข้าสู่ร่างกาย เพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน งานวิจัยใน Current Opinion in Allergy and Clinical Immunology (2018) ระบุว่าภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถลดอาการแพ้ในระยะยาวได้
5. ใช้ผลิตภัณฑ์ลดสารก่อภูมิแพ้
• อาหารลดสารก่อภูมิแพ้ในแมว: อาหารสูตรเฉพาะ เช่น Purina Pro Plan LiveClear ช่วยลดการผลิต Fel d 1 ในน้ำลายของแมว งานวิจัยใน Frontiers in Veterinary Science (2020) ยืนยันว่าอาหารประเภทนี้ลดระดับสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
• สเปรย์ลดสารก่อภูมิแพ้: ใช้สเปรย์ลดสารก่อภูมิแพ้ฉีดบนขนแมวหรือเฟอร์นิเจอร์เพื่อช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน
6. คำแนะนำเพิ่มเติม
• ใส่หน้ากากอนามัย: โดยเฉพาะเมื่อทำความสะอาดหรือสัมผัสแมว
• ล้างมือและเปลี่ยนเสื้อผ้า: ล้างมือทุกครั้งหลังจับแมว และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้จมูกหรือใบหน้า
• ลองใช้เวลาอยู่กับแมวก่อนเลี้ยงจริง: ใช้เวลาอยู่กับแมวที่คุณต้องการเลี้ยง เพื่อทดสอบว่าคุณสามารถจัดการอาการแพ้ได้หรือไม่
แม้ว่าคุณจะแพ้แมว แต่คุณยังสามารถเลี้ยงน้องแมวได้หากคุณสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมและอาการแพ้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การเลือกสายพันธุ์น้องแมวที่เหมาะสม ร่วมกับการดูแลบ้านและปรึกษาแพทย์ จะช่วยให้คุณสามารถเลี้ยงน้องแมวได้อย่างมีปลอดภัยและความสุขค่ะ






One thought on “อยากเลี้ยงแมวแต่แพ้แมว ทำยังไง?”