แมวกินสิ่งแปลกปลอม เข้าไป ทำยังไงดี?

แมวกินสิ่งแปลกปลอม เข้าไป ควรต้องทำอะไรบ้าง? เรื่องนี้เป็นประเด็นที่วีตั้งใจอยากเขียนเล่าให้เพื่อน ๆ เจ้าของน้องแมวอ่านมาได้สักพักแล้วค่ะ ตอนนี้ได้จังหวะมาเขียนเล่าพอดี เหตุการณ์ที่น้อง แมวกินสิ่งแปลกปลอม เข้าไป เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประสบการณ์ตรงของวีที่เจอกับน้องแมวที่บ้าน SILVERSQUAD เราเองค่ะ — ตอนนั้นวีกำลังป้อนอาหารเสริมแบบแคปซูลให้น้องแมว โดยใช้อุปกรณ์ช่วยป้อนยา (มีรูปประกอบ) เสี้ยววินาทีแค่นั้นเองที่น้องแมวสะบัดหน้าหนี และกลืนทั้งแคปซูล กับ “จุกยางซิลิโคน” ที่อยู่ปลายอุปกรณ์ป้อนยาเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ! ตอนนั้นยอมรับเลยว่าใจหายแว้บ หน้าชา สตั๊น ตกใจมาก พยายามเช็คมองหารอบๆ ว่าจุกยางซิลิโคนที่หลุดไปกระเด็นตกอยู่ข้างๆ มั้ย เพราะไม่รู้ว่าตัวจุกยางที่แมวกลืนเข้าไปจะอันตรายขนาดไหน แล้วถ้ามันไปอุดตันทางเดินอาหารขึ้นมาจะทำยังไง จังหวะนั้นรีบรวบรวมสติ โทรหาคุณหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ทันที พร้อมแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพาน้องแมวใส่กล่องเดินทาง ขับรถออกจากบ้าน ตรงดิ่งไปหาคุณหมอเลยค่ะ (ตอนนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม โรงพยาบาลปิด 4 ทุ่ม!!) พอไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอแนะนำให้เอกซเรย์เพื่อตรวจดูตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม พบว่าจุกยางซิลิโคนอยู่ในกระเพาะน้องแมวเรียบร้อยแล้ว ณ เวลานี้ ตอนแรกคุณหมอบอกให้รอให้มันเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ เผื่อจะอึออกมาเอง พร้อมป้อนยาน้ำช่วยให้สิ่งแปลกปลอม “ไหลลื่น” ออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณหมอก็แจ้งว่า ตอนนี้Continue reading “แมวกินสิ่งแปลกปลอม เข้าไป ทำยังไงดี?”

โภชนาการของแมว

แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ โดยสมบูรณ์ (Obligate Carnivore) แมว (Felis catus) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่เรียกว่า Obligate Carnivores หรือ “สัตว์กินเนื้อโดยสมบูรณ์” ซึ่งหมายความว่า แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ โดยที่ระบบย่อยอาหารและกระบวนการเผาผลาญในร่างกายของแมวถูกออกแบบมาเพื่อย่อยและดูดซึมสารอาหารจากเนื้อสัตว์เท่านั้น แมว (Felis catus) ถูกจัดเป็น obligate carnivore  หมายถึง สัตว์ที่วิวัฒนาการให้ต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดจากเนื้อสัตว์ (meat, organ tissues) เท่านั้น ไม่สามารถพึ่งพาสารอาหารจากพืชมาทดแทนได้ แมวต่างจากสุนัข (Canis lupus familiaris) ซึ่งมีแนวโน้มเป็น omnivore (กินได้ทั้งเนื้อและพืชคล้ายมนุษย์) ซึ่งร่างกายสุนัขสามารถย่อยสารอาหารบางส่วนจากพืชได้ และมีเอนไซม์ที่รองรับการย่อยสลายแป้งได้มากกว่าแมว บทความ “Differences between cats and dogs: a nutritional view” ระบุว่า แมวมีข้อจำกัดทางเมตาบอลิซึมหลายอย่าง เช่น ความสามารถในการสังเคราะห์วิตามิน A จาก β-carotene ความสามารถในการสังเคราะห์กรดไขมันบางชนิด และการจัดการกับคาร์โบไฮเดรตได้ไม่ดีเท่าสัตว์กินพืชหรือสัตว์ที่กินทั้งเนื้อและพืชContinue reading “โภชนาการของแมว”

ทำหมันลูกแมว ตั้งแต่อายุน้อยปลอดภัยและมีประโยชน์กว่าที่คิด

การทำหมันลูกแมวตั้งแต่อายุน้อย ปลอดภัยและมีประโยชน์กว่าที่หลายคนคิด ลูกค้าหลายคนมักจะถามเราว่า “ทำหมันลูกแมวตอนอายุยังน้อยจะอันตรายมั้ย?” “น้องแมวตัวผู้ทำหมันเร็วจะเป็นนิ่วหรือท่อปัสสาวะตีบรึเปล่า?” ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ และในฐานะบรีดเดอร์ที่เลี้ยงและดูแลแมวเบงกอลมาหลายปี เราอยากแบ่งปันข้อมูลจากทั้งประสบการณ์ตรงและหลักฐานจากสัตวแพทย์ให้ทุกคนสบายใจได้เลยว่า การทำหมันแมวตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น ปลอดภัย มีประโยชน์ และไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้แมวเป็นนิ่วหรือท่อปัสสาวะตีบแน่นอนค่ะ ทำไมถึงแนะนำให้ทำหมันลูกแมวตั้งแต่อายุยังน้อย? ปัจจุบันการทำหมันลูกแมวตั้งแต่อายุน้อยเป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สมาคมสัตวแพทย์ในสหรัฐฯ (American Veterinary Medical Association; AVMA) สมาคม FelineAVMA องค์กรแมวในอังกฤษ (The Cat Group, UK) รวมถึงสัตวแพทย์และโรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งในประเทศไทย ต่างแนะนำให้ทำหมันแมวได้ตั้งแต่อายุประมาณ 4-5 เดือน หรือในบางกรณีถ้าลูกแมวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตามเกณฑ์ และค่าผลเลือดปกติ ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 8-12 สัปดาห์ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ ลูกแมวยังไม่เข้าสู่วัยผสมพันธุ์ แผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เครียดน้อยกว่าแมวโต และจากผลการศึกษาจำนวนมากก็ยืนยันว่าการทำหมันแมว “ปลอดภัยเหมือนกันทุกช่วงวัย”   ประโยชน์ของการทำหมันลูกแมว ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในแมวเพศเมีย ถ้าทำก่อนมีฮีตครั้งแรก จะลดโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่า 90% (Overley et al.,Continue reading “ทำหมันลูกแมว ตั้งแต่อายุน้อยปลอดภัยและมีประโยชน์กว่าที่คิด”

อยากเลี้ยงแมวแต่แพ้แมว ทำยังไง?

แพ้แมว แต่อยากเลี้ยงแมว ทำยังไงดี ??? สำหรับคนรักแมวที่มีอาการแพ้แมว หรือสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงแมว การเลี้ยงแมวอาจดูเหมือนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่หากมีการดูแลและจัดการที่เหมาะสม คุณก็สามารถอยู่ร่วมกับน้องแมวได้ บทความนี้จะแนะนำวิธีการจัดการกับอาการแพ้แมว พร้อมทั้งอ้างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยหวังว่าจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ 1. เลือกสายพันธุ์น้องแมวที่ “ก่อภูมิแพ้น้อย” ถึงแม้ว่าจะไม่มีแมวสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เลย แต่แมวบางสายพันธุ์อาจผลิตสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ได้น้อยกว่าสายพันธุ์อื่น หรือมีลักษณะขนที่ช่วยลดการแพร่กระจายของสารก่อภูมิแพ้ เช่น เบงกอล (Bengal cat) รัสเซียนบลู (Russian Blue) ไซบีเรียน (Siberian) บาลิเนส (Balinese cat) ออเรียนทัลช็อตแฮร์ (Oriental Shorthair) โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Clinical & Experimental Allergy (2010) พบว่าปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ในแมวแต่ละตัวและแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน โดยในงานวิจัยนี้พบว่าแมวไซบีเรียนอาจผลิต Fel d 1 น้อยกว่าแมวสายพันธุ์อื่น (Buter et al.,Continue reading “อยากเลี้ยงแมวแต่แพ้แมว ทำยังไง?”

แมวเบงกอลกับภูมิแพ้แมว

แมวเบงกอลกับภูมิแพ้ : คนเป็นภูมิแพ้เหมาะที่จะเลี้ยงแมวเบงกอลใช่หรือไม่ ?  หลาย ๆ ท่านรู้จักแมวเบงกอลโดยมีชุดข้อมูลว่าแมวสายพันธุ์นี้เป็น “Hypoallergenic” หรือก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้น้อย ในบทความนี้ SILVERSQUAD จะพาคุณไปรู้จักกับข้อเท็จจริง ความเชื่อ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความเป็น Hypoallergenic ของแมวเบงกอล ในความเป็นจริงไม่มีแมวสายพันธุ์ใดที่เป็น Hypoallergenic อย่างสมบูรณ์ 100% รวมถึงแมวเบงกอลด้วยเช่นกัน  ซึ่งความเชื่อว่าแมวเบงกอลเป็น Hypoallergenic หรือเป็นสายพันธุ์แมวที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อย เกิดขึ้นจากความเข้าใจที่ว่าแมวเบงกอลอาจผลิตสารก่อภูมิแพ้ Fel d 1 ในปริมาณที่น้อยกว่าแมวสายพันธุ์อื่น ๆ Fel d 1 คือสารก่อภูมิแพ้ เป็นโปรตีนที่พบได้ในน้ำลาย ผิวหนัง และต่อมไขมันของแมว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ในคนปัจจุบันงานวิจัยหลายชิ้นก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าแมวเบงกอลผลิต Fel d 1 ในปริมาณที่น้อยกว่าสายพันธุ์อื่น แต่อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเชิงพรรณนา (Anecdotal Evidence) และงานวิจัยบางส่วนที่ระบุว่าคนที่แพ้แมวอาจมีอาการน้อยลงเมื่ออยู่ใกล้แมวเบงกอล ตัวอย่างเช่น- งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Clinical & Experimental Allergy (2010) พบว่าปริมาณของ Fel d 1 ในแมวสามารถแตกต่างกันได้ทั้งระหว่างสายพันธุ์และในแมวแต่ละตัวContinue reading “แมวเบงกอลกับภูมิแพ้แมว”

วิธีเตรียมตัวให้แมวโตเจ้าถิ่น เมื่อพาลูกแมวตัวใหม่เข้าบ้าน

การนำลูกแมวตัวใหม่เข้าบ้านถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเหล่าทาสแมวทั้งหลาย แต่ถ้าคุณมีแมวโตอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือเจ้าของต้องแน่ใจว่าการปรับตัวของเด็กๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น แมวเป็นสัตว์ที่โดยธรรมชาติจะมีอาณาเขตของตัวเองโดยเฉพาะแมวโต ซึ่งเป็นปกติที่แมวโตของคุณอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวและแบ่งพื้นที่ให้กับสมาชิกใหม่น้องใหม่ วันนี้ทาง SILVERSQUAD มีวิธีแนะนำในการเตรียมตัวให้แมวโตของคุณพร้อมสำหรับสมาชิกใหม่ และช่วยให้น้องแมวทั้งสองสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 1. เตรียมพื้นที่แยกกัน ก่อนที่คุณจะนำลูกแมวตัวใหม่เข้าบ้าน ให้เตรียมพื้นที่เฉพาะสำหรับน้องใหม่ โดยบริเวณพื้นที่นี้ควรมีอาหาร น้ำ และกระบะทรายส่วนตัวของน้องเอง ซึ่งการแยกพื้นที่ให้ลูกแมวจะช่วยให้แมวโตของคุณคุ้นเคยกับกลิ่นของน้องก่อนจะได้เจอกันตรงๆ ทำไมถึงช่วยได้: การแบ่งโซน/แยกพื้นที่ จะทำให้แมวโตไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกบุกรุกอาณาเขต และยังช่วยให้ลูกแมวรู้สึกปลอดภัยและสบายใจในสภาพแวดล้อมใหม่ 2. เริ่มต้นด้วยการแนะนำกลิ่น การแนะนำกลิ่นของกันและกันก่อนที่จะให้แมวเจ้าถิ่นและน้องใหม่พบกันแบบตัวต่อตัวจะช่วยลดความตึงเครียดของแมวทั้งคู่ได้ คุณสามารถสลับที่นอน ของเล่น หรือใช้ผ้านุ่ม ๆ เช็ดตัวลูกแมวและแมวโต แล้วให้ทั้งคู่ได้ดมกลิ่นของกันและกันโดยไม่ต้องเจอตัว ทำไมถึงช่วยได้: การแนะนำกลิ่นจะช่วยให้แมวทั้งสองคุ้นเคยกับกลิ่นของกันและกัน และลดโอกาสที่จะมีปฏิกิริยาต่อต้านในทางลบเมื่อพบกัน 3. เจอกันแบบมีการควบคุม เมื่อแมวทั้งสองคุ้นเคยกับกลิ่นของกันและกันแล้ว เจ้าของสามารถพาน้อง ๆ มาให้เจอกันตัวต่อตัวแบบมีการควบคุม โดยเริ่มจากการให้เจอกันเพียงช่วงระยะสั้น ๆ และใช้ตัวกั้นหรือให้อยู่ในกระเป๋าแมวหรือคอกแมวเพื่อป้องกันการสัมผัสกันโดยตรง วิธีนี้จะช่วยให้แมวทั้งสองได้มีโอกาสสำรวจและสังเกตกันและกันโดยไม่รู้สึกถูกคุกคาม เจ้าของต้องสังเกตอะไรบ้าง?: แมวโตหรือแมวเด็กของคุณอาจมีการขู่ ขนพอง หางพอง ส่งเสียงร้อง หรือแสดงความไม่แน่ใจ ซึ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมปกติ เจ้าของอย่าพยายามบังคับให้น้องแมวต้องเข้าใกล้กัน เพราะเมื่อทั้งสองรู้สึกพร้อมแล้วเค้าจะเริ่มเข้าหากันเอง เราต้องให้เวลาและพื้นที่น้อง ๆContinue reading “วิธีเตรียมตัวให้แมวโตเจ้าถิ่น เมื่อพาลูกแมวตัวใหม่เข้าบ้าน”

Understanding the Importance of Pre-Surgery Blood Tests for Cats: Ensuring a Safe Procedure

Pre-surgical blood tests are vital for ensuring a cat’s safety during surgery. Here’s why these tests are important, backed by scientific references: 1. Assessing Organ Function – Liver and Kidney Function: Blood tests assess the health of a cat’s liver and kidneys, organs that play a crucial role in processing anesthesia and medications. If theseContinue reading “Understanding the Importance of Pre-Surgery Blood Tests for Cats: Ensuring a Safe Procedure”

ฮีทสโตรก (Heat stroke)ในแมว

ฮีทสโตรก สัญญาณอันตรายในหมาแมว ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่ร่างกายของสัตว์ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ทันท่วงที ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ โดยอุณหภูมิความร้อนในร่างกายที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในให้ทำงานผิดปกติและล้มเหลวในที่สุด (ลองนึกภาพว่าร่างกายของสัตว์เปรียบเหมือนหม้อต้มน้ำที่เดือดปุดๆและอวัยวะภายในที่ถูกต้มสุกดูสิ) ภาวะฮีทสโตรกเกิดขึ้นได้กับสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะกับน้องหมาและแมวเนื่องจากลักษณะทางกายภาพของน้องมีต่อมเหงื่อเฉพาะบริเวณจมูกและฝ่าเท้า ไม่ได้ระบายความร้อนออกทางต่อมเหงื่อที่ผิวหนังเหมือนมนุษย์ เลยต้องอาศัยการหอบและหายใจเป็นหลัก ดังนั้นในกรณีที่ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน น้องก็จะเกิดภาวะฮีทสโตรก ฮีทสโตรกไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นปุบปับฉับพลัน แต่เกิดจากการที่ร่างกายของสัตว์มีการสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่องและระบายออกไม่ทันและร่างกายเริ่มแสดงอาการออกมา (Heat exhaustion) ซึ่งหากไม่ได้รับการคูลดาวน์อุณหภูมิร่างกายโดยเร็วและปฐมพยาบาล อวัยวะภายในจะเริ่มล้มเหลวและเสียชีวิต อาการฮีทสโตรกในหมาแมว หอบ หายใจถี่ ลิ้นและปากเป็นสีชมพูเข้ม/แดง อาเจียน น้ำลายไหล ร่างกายอ่อนแรง ไม่มีแรงลุกหรือนั่ง รูม่านตาขยายกว้าง ชัก หมดสติ อุณหภูมิร่างกายปกติของหมาและแมวคือ 38.3-39.2°C และมีความเสี่ยงเกิดภาวะฮีทสโตรกเมื่ออุณหภูมิร่างกายแตะระดับ 40°C (เมื่ออุณหูมิร่างกายสูงถึงจุดหนึ่ง หมาแมวจะชักและหมดสติเข้าสู่อาการโคม่า ร่างกายน้องๆแต่ละตัวสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ไม่เท่ากัน) การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหมาแมวที่เป็นฮีทสโตรก พาน้องมาอยู่ในพื้นที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเท เปิดพัดลมเป่า ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดตามลำตัว อุ้งเท้า ท้อง ใบหู ขาหนีบ รักแร้ หรือแช่บริเวณลำตัวลงในอ่างน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย รีบพาน้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้านเพื่อให้สัตวแพทย์รักษาในขั้นต่อไป ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดมาอาบ เช็ด หรือจุ่มตัวเพื่อระบายความร้อน เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ร่างกายระบายความร้อนได้แย่ลงContinue reading “ฮีทสโตรก (Heat stroke)ในแมว”

แมวตัวผู้หรือตัวเมียดี

เลี้ยงแมวตัวผู้หรือตัวเมียดี ? อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจรับแมวเบงกอลมาเลี้ยง ความแตกต่างระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย สามารถแบ่งออกเป็น ความแตกต่างเชิงกายภาพ และความแตกต่างทางบุคลิกภาพ ความแตกต่างเชิงกายภาพ ลักษณะโครงสร้างและรูปร่างระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย เป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและบอกความแตกต่างได้ชัดเจน แมวเบงกอลตัวผู้จะมีโครงสร้างร่างกายที่ใหญ่กว่าแมวตัวเมีย กะโหลกศีรษะใหญ่กว่า รวมถึงมวลกล้ามเนื้อของร่างกายที่มีมากกว่า โดยน้ำหนักเฉลี่ยแมวเบงกอลตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะอยู่ที่ 6-8 กิโลกรัม ในขณะที่ตัวเมียน้ำหนักเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม ความแตกต่างเชิงบุคลิกภาพ บุคลิกภาพของแมวเบงกอล 1 ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย เกิดจากการหล่อหลอมของ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ สัญชาตญาณ พันธุกรรม และสภาพแวดล้อม 1. สัญชาตญาณ(Instinct) แมวเบงกอลเป็นแมวที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณ ซึ่งถูกส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวแมวมาตั้งแต่เกิด เป็นพฤติกรรมหรือความรู้สึกที่กระทำได้เองโดยไม่มีต้องฝึกหรือสอน “สัญชาตญาณนักล่า” แมวทุกชนิดมีสัญชาตญาณนักล่าติดตัว แมวเบงกอลก็เช่นเดียวกัน ทำให้แมวเหล่านี้มีพฤติกรรมชอบล่าสัตว์เล็กทุกชนิดหรือให้ความสนใจกับทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว การไล่จับนก หนู แมลงต่างๆ รวมถึงจิ้งจก เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากสัญชาตญาณ และด้วยพฤติกรรมดังกล่าวเจ้าของพึงต้องระมัดระวังการได้รับเชื้อโรคและปรสิตที่สามารถปนเปื้อนมากับเหยื่อที่แมวของคุณไปล่ามา “ชอบเล่นน้ำ” เป็นพฤติกรรมตามสัญชาตญาณที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของแมวเบงกอล เนื่องจากแมวส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่นน้ำ แต่แมวเบงกอลแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพฤติกรรมเอาเท้าจุ่มน้ำหรือใช้เท้ากวักน้ำขึ้นมาดื่ม พฤติกรรมเหล่านี้มาจากสัญชาตญาณของบรรพบุรุษแมวเบงกอลอย่างแมวดาว ที่เมื่ออาศัยอยู่ในธรรมชาติการกวักน้ำดื่มเป็นการช่วยปัดเอาฝุ่นรวมถึงเศษสิ่งสกปรกต่างๆออกจากผิวน้ำที่ตนกำลังดื่ม “ชอบอยู่ที่สูง” ไม่ว่าจะเป็นบนราวผ้าม่าน หลังตู้เย็น หลังตู้เก็บของ ยิ่งสูงยิ่งดี เป็นสัญชาตญาณอีกอย่างของแมวเบงกอลที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษแมวป่า เนื่องจากในธรรมชาติแมวดาวมีพฤติกรรมอาศัยอยู่บนต้นไม้ กล่าวคือ การได้อยู่ในจุดที่สูงที่สุดทำให้แมวรู้สึกปลอดภัยและสามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างทั่วถึง ความแตกต่างของสัญชาตญาณระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้ (Male) แมวตัวผู้จะมีสัญชาตญาณของความเป็นจ่าฝูงมากกว่าตัวเมีย รวมถึงสัญชาตญาณการหาคู่เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ส่งผลให้แมวเบงกอลตัวผู้มีความกล้าและพร้อมจะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆได้ดี เข้ากับสมาชิกในบ้านได้ง่ายและทั่วถึง รวมถึงมีอาณาเขตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการทำหมันแมวตัวผู้จะ “สเปรย์” หรือฉี่ตามจุดต่างๆเพื่อบอกอาณาเขตของตัวเองและเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม รวมถึงอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในช่วงหาคู่ ตัวเมีย (Female) โดยธรรมชาติสัตว์ตัวเมียจะถูกกำหนดให้มีความเป็นแม่ ซึ่งก็รวมถึงแมวเบงกอลตัวเมียด้วยเช่นกัน ทำให้แมวเบงกอลตัวเมียมีความตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบสูง และมักมีความผูกพันกับคนแบบเฉพาะเจาะจงหรือเลือกเจ้านาย แมวตัวเมียเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จะฮีทเพื่อหาคู่ผสม ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมร้องโหยหวนเสียงดัง และในบางตัวจะ “สเปรย์” หากไม่ได้รับการทำหมันแมวตัวเมียมีโอกาสเสี่ยงเป็น “มดลูกอักเสบ” สูงซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นอันตรายถึงชีวิต 2. พันธุกรรม(Heredity) นิสัยหรือพฤติกรรมของแมวเบงกอลไม่ว่าจะเป็นแมวเบงกอลตัวผู้หรือตัวเมีย หากได้รับการส่งต่อจากสายเลือดที่ดี มีการคัดเลือกและบรีดพ่อแม่พันธุ์ที่นิสัยดี รุ่นลูกย่อมเป็นแบบเดียวกัน 3. สภาพแวดล้อม(Environment) ถึงแม้ว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อการกำหนดบุคลิกภาพ สิ่งแวดล้อมรอบตัวแมวเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในแมวทั้งตัวผู้และตัวเมียได้เช่นกัน การที่ลูกแมวเบงกอลเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก ผ่านกระบวนการฝึกการเข้าสังคม(Socialization) ไม่ถูกขังกรง จะทำให้แมวเบงกอลมีความมั่นใจในตัวเอง ปรับตัวเก่ง และไม่ก้าวร้าวContinue reading “แมวตัวผู้หรือตัวเมียดี”

เตรียมตัวเลี้ยงแมวเบงกอล

เลี้ยงแมวเบงกอล ต้องเตรียมอะไรบ้าง ? วิธีการเลี้ยงแมวเบงกอลไม่ได้มีความพิเศษแตกต่างไปจากการเลี้ยงแมวทั่วไปเลยแม้แต่นิดหากเจ้าของเข้าใจธรรมชาติและนิสัยของแมวสายพันธุ์นี้ ซึ่งแมวทุกตัวล้วนต้องการความรักและความเอาใจใส่จากเจ้าของ เพียงแต่สำหรับเจ้าของแมวเบงกอลอาจจะต้องเตรียมอุปกรณ์และของเล่นบางอย่างที่จำเป็นสำหรับนิสัยของสายพันธุ์แมวเบงกอล อย่างเช่น อุปกรณ์สำหรับปีนป่าย หรืออุปกรณ์ลับเล็บ เป็นต้น ทาง SILVERSQUAD ได้รวบรวมเชคลิสต์ที่จำเป็นสำหรับเจ้าของแมวเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่จะออกไปรับแมวเบงกอลเข้ามาในบ้าน ซึ่งได้แก่ สถานที่ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและรอบบ้านของคุณให้พร้อมก่อนจะนำแมวเบงกอลเข้ามา เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเลยว่า “มีพื้นที่ตรงไหนที่เราไม่ต้องการให้แมวเบงกอลเข้าไปหรือไม่” “ลักษณะนิสัยของคุณกับคนในบ้านมีอะไรที่ต้องปรับเมื่อแมวเบงกอลเข้ามาเป็นสมาชิกไหม” ซึ่งเหล่านี้ล้วนช่วยให้การเข้ามาอยู่อาศัยของแมวและการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันเป็นไปได้ง่ายขึ้น พื้นที่บริเวณในบ้าน ด้วยลักษณะนิสัยของแมวเบงกอลโดยพื้นฐานคือ ชอบปีนขึ้นที่สูง และ ชอบเล่นน้ำ ดังนั้นเจ้าของควรที่จะหลีกเลี่ยงการวางสิ่งของมีค่า ของชิ้นเล็กๆที่แมวสามารถกินได้ และของที่ตกแตกได้ง่ายไว้ในบริเวณที่คาดว่าแมวเบงกอลจะปีนถึง เช่น ชั้นวางของ หลังตู้เย็น เป็นต้น รวมถึงเก็บขวดสารเคมีต่างๆให้มิดชิด หรือหากมีตู้ปลาควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันแมวเบงกอลลงไปเล่นน้ำ นอกจากนี้แมวเบงกอลชอบชมวิวดูนกดูแมลงนอกบ้านดังนั้นตามประตูหน้าต่างหากมีความจำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ แนะนำให้ติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันปัญหาแมวหลุดหาย พื้นที่บริเวณนอกบ้าน ควรตรวจสอบให้ดีว่านอกบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับแมวเบงกอลหรือไม่ มีสัตว์ใหญ่บริเวณรอบบ้านหรือไม่ ควรเก็บของมีคมให้มิดชิด รวมไปถึงหลีกเลี่ยงพืชที่เป็นอันตรายต่อแมวซึ่งหากแมวกินเข้าไปอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังต่อไปนี้ บอนสี มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ สาวน้อยประแป้ง หากสัมผัสจะเกิดการระคายเคือง และมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ว่านหางจระเข้ มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย อาเจียร เบื่ออาหาร ว่านสี่ทิศ มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย อาเจียร เบื่ออาหาร ผักบุ้ง ยางในผักบุ้งมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และกล้ามเนื้อกระตุก พลูด่าง ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร จามจุรี หากกินเมล็ดเข้าไปจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียร อาจนำไปสู่อาการชักได้ ปรง มีผลต่อระบบประสาทและอาจส่งผลให้ตับล้มเหลว ไฮเดรนเยีย ทำให้คลื่นไส้ หายใจติดขัด ชวนชม ยางของต้นชวนชมมีผลต่อการเต้นของหัวใจ **ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านและสวน, 2020 เลี้ยงแมวเบงกอล : อุปกรณ์ของใช้สำหรับแมว ที่นอน ห้องน้ำแมว แบบกระบะทราย แบบโดม ทรายแมว คริสตัล เบนโทไนต์ วัสดุธรรมชาติ อาหารแมว อาหารแห้ง อาหารเปียก อาหารทำเอง หรือ อาหารบาร์ฟ ภาชนะใส่อาหารและน้ำ ด้วยนิสัยแมวเบงกอลที่ชอบเล่นน้ำ ชอบเอาเท้าเขี่ยน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งน้ำดื่มจะสกปรกได้ง่าย น้ำพุแมวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้แมวได้ดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัยเนื่องจากมีระบบกรองและระบบไหลเวียนน้ำ บวกกับน้ำที่กระเพื่อมไหลเวียนตลอดเวลามีส่วนช่วยเพิ่มให้แมวดื่มน้ำมากขึ้น อุปกรณ์ลับเล็บ เสาลับเล็บ แผ่นลับเล็บ เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับแมว เพราะด้วยสัญชาติญาณของแมวจะลับเล็บอย่างสม่ำเสมอ หากไม่มีอุปกรณ์ลับเล็บแมวจะหาอย่างอื่นมาลับเล็บแทน เช่น โซฟา เฟอร์นิเจอร์ของใช้ต่างๆในบ้าน เป็นต้น อุปกรณ์ใส่แมวเวลาเดินทาง ของเล่นแมว ให้เจ้าของได้ใช้เวลาร่วมกับแมว และทำให้แมวมีกิจกรรมเพลิดเพลินไม่เบื่อ วงล้อแมว หรือ ลู่วิ่งแมว เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยตอบโจทย์คนเลี้ยงแมวเบงกอลเป็นอย่างมากเนื่องจากช่วยให้แมวได้ออกกำลังกายContinue reading “เตรียมตัวเลี้ยงแมวเบงกอล”