แมวเบงกอล (Bengal cat) ข้อมูลสายพันธุ์ นิสัย และการเลี้ยงดู

แมวเบงกอล (Bengal cat) เป็นสายพันธุ์แมวบ้านที่มีลักษณะโดดเด่นและสวยงามด้วยโครงสร้างและลวดลายที่คล้ายกับเสือดาวและแมวป่าชนิดต่างๆ  นอกจากนี้ แมวเบงกอลยังเป็นที่รู้จักกันดีด้วยลักษณะนิสัยที่กระตือรือล้น ร่าเริง ฉลาด และพลังงานสูง

แมวเบงกอล ข้อมูลสายพันธุ์

ประวัติแมวเบงกอล

ประวัติสายพันธุ์แมวเบงกอล

แมวเบงกอลเป็นสายพันธุ์แมวบ้านที่มีลักษณะโครงสร้าง รูปร่าง และลวดลาย ที่คล้ายคลึงกับแมวป่า เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแมวบ้าน (Domestic Cat) กับแมวดาว (Asian Leopard Cat, Prionailurus bengalensis)

ต้นกำเนิดและการพัฒนา

  • เริ่มต้นในปี 1960s:

– นักพันธุศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ Jean Mill (เดิมชื่อ Jean Sugden) เป็นผู้ที่เริ่มโครงการพัฒนาแมวเบงกอล เธอได้ผสมแมวดาวกับแมวบ้าน

– จุดประสงค์ในการผสมพันธุ์นี้เริ่มจากการพยายามสร้างแมวที่มีลวดลายสวยงามเหมือนแมวป่าแต่มีนิสัยเชื่องและเป็นมิตรแบบแมวบ้าน

  • พัฒนาสายพันธุ์ในปี 1970s – 1980s: 

– ในปี 1975 Dr. Willard Centerwall จากมหาวิทยาลัย Loyola ได้ทำการผสมพันธุ์แมวดาวกับแมวบ้านเพื่อการศึกษาและพบว่าแมวลูกผสมนี้มีสุขภาพดี

– Jean Mill ได้รับแมวลูกผสมจาก Dr. Centerwall และเริ่มการผสมพันธุ์ต่อเพื่อพัฒนาแมวเบงกอลให้มีลักษณะนิสัยที่เชื่องมากขึ้น

  • การยอมรับและการจดทะเบียน:

– ในปี 1983 สายพันธุ์แมวเบงกอลได้รับการยอมรับจาก The International Cat Association (TICA)

– ปัจจุบัน แมวเบงกอลได้รับการยอมรับจากสมาคมแมวหลักๆ หลายแห่งทั่วโลก เช่น The Cat Fanciers’ Association (CFA), World Cat Federation (WCF), The Fédération Internationale Féline (FIFé) และ The Governing Council of the Cat Fancy (GCCF)

อ้างอิง

1. The International Cat Association (TICA): [Bengal Breed History](https://tica.org/breeds/browse-all-breeds?view=article&id=831:bengal-breed&catid=79)

2. Loyola University Archives: Documentation on the hybridization of domestic cats and Asian Leopard Cats (Not available online, but referenced in TICA’s breed history)

3. The International Cat Association (TICA): [Bengal Cat](https://tica.org/bengal) – The Cat Fanciers’ Association (CFA): [Bengal Breed Profile](https://cfa.org/bengal/

ลักษณะสายพันธุ์

ลักษณะสายพันธุ์แมวเบงกอล

มาตรฐานสายพันธุ์แมวเบงกอล

 

โครงสร้าง

แมวเบงกอลมีโครงสร้างภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นตั้งแต่หัวจรดหาง เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้มีรูปลักษณ์ภายนอกใกล้เคียงกับแมวป่า ในปัจจุบันลักษณะของแมวเบงกอลที่มีความใกล้เคียงกับแมวป่ามากๆ เราจะเรียกว่า ไวด์ลุค (Wild look)

Wild look คือ การพูดถึงลักษณะภายนอกของแมวเบงกอลที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับแมวป่าบรรพบุรุษ ก้าวย่างที่สง่างาม โครงสร้างหัวจรดหางที่เหมือนแมวที่เพิ่งหลุดออกมาจากป่า โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ สอดคล้องกับมาตรฐานสายพันธุ์สากล
 
Wild look = ลุค = ลักษณะภายนอกที่มองเห็นด้วยตา (ไม่ใช่นิสัยดุเป็นแมวป่า)
 

ข้อมูลแมวเบงกอล

 

สีของแมวเบงกอล (Colors)

แมวเบงกอลมีหลายสีและหลายโทน รวมถึงสีของดวงตาเองก็มีความหลายหลายเช่นกัน ซึ่งลักษณะของสีขนแต่ละสีของแมวเบงกอลเกิดจากยีนคนละชนิดที่ส่งผลต่อเม็ดสีของเส้นขน

สีของแมวเบงกอล

 

ลวดลายของแมวเบงกอล (Patterns)

ลวดลายของแมวเบงกอล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

1. Spotted

2. Marbled

ลวดลายของแมวเบงกอล

สีและลวดลายของแมวเบงกอล

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานสายพันธุ์แมวเบงกอลสามารถศึกษาได้จากข้อมูลของสมาคม TICA และ CFA ดังต่อไปนี้

Click to access bg.pdf

Click to access bengal-standard.pdf

 

นิสัยแมวเบงกอล

1. พลังเยอะและกระตือรือร้น: แมวเบงกอลเป็นแมวที่มีพลังงานสูง active มาก และชอบเล่น  น้องเป็นแมวที่ชอบทำกิจกรรม

2. ฉลาด: แมวเบงกอลมีความฉลาดและสามารถฝึกให้ทำสิ่งต่างๆ ได้ เช่น คำสั่งพื้นฐานต่างๆ และการฝึกใส่สายจูง

3. อยากรู้อยากเห็น: แมวเบงกอลเป็นแมวชอบสำรวจและค้นหาสิ่งใหม่ๆในบ้านตลอดเวลา

4. ชอบเล่นน้ำ: แมวเบงกอลส่วนใหญ่มักชอบเล่นกับน้ำ ซึ่งต่างจากแมวสายพันธุ์อื่น โดยมักจะมีท่าประจำคือการเอาเท้าหน้าจุ่มน้ำ กวักน้ำ แล้วเอาเข้าปาก

5. ขี้เล่นและเป็นมิตร: แมวเบงกอลเป็นแมวที่ชอบการมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของ คนรอบตัวที่คุ้นเคย และสามารถเข้ากับแมวตัวอื่นๆ และสัตว์เลี้ยงอื่นๆในบ้านได้ แมวเบงกอลส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ง่ายและค่อนข้างไว

6. พูดเก่ง: แมวเบงกอลมักมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์และชอบสื่อสารกับเจ้าของ

การดูแลแมวเบงกอล

 

 

การดูแลแมวเบงกอล เจ้าของต้องให้ความสำคัญทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของแมว ความเข้าใจในสายพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญ การมีความสัมพันธ์ที่ดีและการดูแลที่เหมาะสมจะทำให้แมวเบงกอลมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุข

 

  • อาหาร

– ควรเป็นสูตรโปรตีนสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับแมวเบงกอล

– อาหารเม็ด อาหารเปียก BARF

– ปริมาณที่เหมาะสม: ควบคุมปริมาณอาหารให้พอดี เพื่อป้องกันโรคอ้วน

 

  • กิจกรรม

– ของเล่น: แนะนำให้เจ้าของเตรียมของเล่นที่ช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและมีความคล่องตัวสำหรับน้องแมว เช่น ไม้ตกแมว ลูกบอล ของเล่นที่เคลื่อนไหว และเสาลับเล็บ

– ที่ปีนป่าย: จัดหาที่ปีนป่าย เช่น คอนโดแมวหรือชั้นแมวติดผนังเพื่อให้น้องแมวเบงกอลได้ออกกำลัง ปีนป่าย และกระโดด

– เวลาเล่น: เจ้าของควรมีเวลา แบ่งเวลา และใช้เวลาเล่นกับน้องแมวเบงกอลเป็นประจำ เพื่อให้น้องได้เผาผลาญพลังงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเจ้าของกับน้องแมว

 

  • การดูแลขนและเล็บ

– อาบน้ำแปรงขน: แม้ว่าแมวเบงกอลจะมีขนสั้น ขนชั้นเดียว และไม่ค่อยพันกัน แต่การอาบน้ำแปรงขนเป็นประจำจะช่วยลดขนร่วงและรักษาความสะอาดได้ดี

– ตัดเล็บ: ตัดเล็บแมวเบงกอลเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเล็บยาวเกินไป

– เสาลับเล็บ: เจ้าของควรมีการจัดเตรียมเสาลับเล็บเพื่อให้แมวได้ฝนเล็บ และเสาลับเล็บสามารถช่วยลดความเครียดให้น้องแมวได้ด้วย

 

  • การดูแลสุขภาพ

– วัคซีน: เจ้าของควรพาแมวไปฉีดวัคซีนพื้นฐานให้ครบโปรแกรมตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

– ถ่ายพยาธิ: แมวควรได้รับการถ่ายพยาธิสม่ำเสมออย่างน้อย 3-4 เดือน/ครั้ง

– หยดป้องกันเห็บหมัด: แมวควรได้รับการหยดยาป้องกันปรสิตภายนอกเป็นประจำแม้ว่าเจ้าของจะเลี้ยงในบ้านระบบปิดก็ตาม

– ตรวจสุขภาพ: เจ้าของควรพาแมวไปตรวจสุขภาพประจำปี และรับวัคซีนประจำปีกับสัตวแพทย์

 

  • การดูแลสภาพแวดล้อม

– กระบะทราย: ตักและทำความสะอาดกระบะทรายอย่างน้อยวันละครั้งเพื่อสุขอนามัยที่ดีของแมวและเข้าของ ใช้กระบะทรายที่มีขนาดใหญ่พอเดียวกับตัวแมว และจำนวนกระบะทรายที่พอดีกับจำนวนแมวในบ้าน (แนะนำวิธีคำนวณจำนวนกระบะทราย = จำนวนแมว +1)

– ความปลอดภัยในบ้าน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบ้านปลอดภัย ไม่มีสารเคมี ของมีคม หรือพืชที่เป็นอันตรายต่อแมว

 

  • ความรัก

– ความใกล้ชิดและการดูแลเอาใจใส่: แมวเบงกอลเป็นแมวที่ต้องการการเอาใจใส่ เวลา และความรักจากเจ้าของ ควรมีเวลาเล่นกับน้องเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

– การสื่อสาร: แมวเบงกอลหลายตัวเป็นแมวที่พูดเก่งและฉลาดมาก แนะนำให้เจ้าของพยายามสังเกตพฤติกรรมและสื่อสารกับน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ

 

  • การฝึกสอน

– การฝึกฝนพื้นฐาน: เนื่องจากแมวเบงกอลเป็นเป็นที่ฉลาดมาก และเรียนรู้เร็ว เจ้าของสามารถฝึกสอนให้แมวเบงกอลทำตามคำสั่งพื้นฐาน เช่น นั่ง ขอมือ เล่นเก็บของ รวมถึงคำสั่งห้ามไม่ให้น้องแมวทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

– การใช้สายจูง: หากเจ้าของต้องการพาน้องแมวเบงกอลออกไปเดินนอกบ้าน สามารถฝึกให้น้องใส่เอี๊ยมและใช้สายจูงอย่างถูกต้อง

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคพันธุกรรมที่พบบ่อยในแมวเบงกอล

ทำหมันแมว ดียังไง

ทำหมันแมว ดียังไง ?

ทำไมต้องทำหมันแมว? พาแมวทำหมันแล้วดียังไง? วันนี้ทาง SILVERSQUAD เอาข้อดีหลักๆของการทำหมันน้องแมวมาฝากค่ะ
1) สุขภาพดี (Healthy from the Inside Out)
การทำหมันแมวส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพกาย(ภายนอก)และสุขภาพจิต(ภายใน) ของน้องแมว ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ อาทิ มดลูกอักเสบ(ในแมวตัวเมีย) และมะเร็งอัณฑะ(ในแมวตัวผู้) ช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคเอดส์แมว ลิวคีเมีย และพิษสุนัขบ้าจากการสัมผัส ผสมพันธุ์ หรือการต่อสู้กับแมวตัวอื่น ช่วยลดความเครียดและพฤติกรรมก้าวร้าวหงุดหงิดของแมวในช่วงหาคู่เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์(ฮีท/ติดสัด)
 
2) แมวอยู่ติดบ้าน (Calmer cats)
การทำหมันแมวส่งผลให้ความต้องการหาคู่ของน้องแมวลดลงรวมถึงสัญชาตญาณการลาดตระเวนสร้างอาณาเขตเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามตามธรรมชาติของแมวเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เหล่านี้ช่วยลดโอกาสแมวหนีหายออกจากบ้าน ไปไม่กลับ ลดความเสี่ยงที่แมวจะประสบอุบัติเหตุนอกบ้าน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของน้องแมว
 
3) บ้านสะอาด (Clean house)
การทำหมันแมวก่อนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์(Prepubertal neutering) เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยลดปัญหาแมวจรและป้องกันพฤติกรรมแมวสร้างอาณาเขต ไม่ว่าจะเป็น การสเปรย์บอกอาณาเขต และการขับถ่ายเรี่ยราด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในบ้านและสร้างความไม่สบายใจให้เจ้าของแน่นอน
 
4) ลดปัญหาแมวจร (Reducing stray cat populations)
การทำหมันแมวช่วยให้สามารถควบคุมประชากรแมวไม่พึงประสงค์ได้ ช่วยป้องกันการเกิดสถานการณ์แมวท้องไม่พร้อม/เจ้าของไม่พร้อม รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายและภาระต่างๆที่จะตามมากรณีเจ้าของไม่พร้อมดูแลแมวหลายตัว การทำหมันแมวคือการยกระดับคุณภาพชีวิตน้องแมวให้ดีขึ้นและแก้ปัญหาแมวจรที่ต้นเหตุ
  •  ปัจจุบันได้มีงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นที่ออกมาให้ข้อมูลแล้วว่าการทำหมันแมว “ก่อนวัยเจริญพันธุ์” “ไม่ได้” เป็นสาเหตุที่ทำให้แมวเป็นนิ่ว/โรคท่อปัสสาวะตีบ(Uretheral obstruction) และโรค FLUTD(Feline Lower Urinary Tract Disease) เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคเหล่านี้เกิดจากการใช้ชีวิตของแมวและการเลี้ยงดูของเจ้าของเป็นหลัก ได้แก่
  1. เลี้ยงแมวให้อ้วน แมวที่อ้วนมักมีนิสัยขี้เกียจ ส่งผลให้เกิดความขี้เกียจเดินขี้เกียจเข้าห้องน้ำ เกิดการอั้นฉี่
  2. ให้กินอาหารคน ทำให้แมวได้รับโภชนาการไม่เหมาะสม
  3. แมวกินน้ำน้อย ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้ฉี่ข้นและตกตะกอน เป็นนิ่วได้ง่าย
  4. ห้องน้ำแมว/กระบะทรายไม่พอ ด้วยพื้นฐานแมวมีนิสัยรักสะอาด เมื่อห้องน้ำสกปรกหรือไม่เพียงพอส่งผลให้แมวอั้นฉี่
  5. แมวเครียด ไม่เข้าห้องน้ำ เกิดพฤติกรรมอั้นฉี่
 
  • การทำหมันแมวก่อนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์(Prepubertal neutering) เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพและแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาคมสัตวแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา(AVMA) และสหภาพยุโรป(FVE) รวมถึงประเทศไทยเองเช่นกัน การทำหมันแมวสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน โดยต้องคำนึงถึงภาวะ Hypoglycemia และ Hypothermia
  • ในประเทศไทย กระบวนการและเงื่อนไขการทำหมันแมวอาจมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโรงพยาบาลและความชำนาญของสัตวแพทย์นะคะ

การที่เจ้าของวางแผนจะให้น้องแมวของตัวเองผสมพันธุ์ ควรมีความ “เข้าใจสายพันธุ์” และตระหนักถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของน้องแมว มีการจัดสรรพื้นที่และสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูน้องให้เหมาะสม เพื่อให้ทั้งน้องแมวและตัวเจ้าของสามารถอยู่ด้วยกันอย่างแฮปปี้มีความสุขทั้งสองฝ่าย เพื่อให้น้องไม่เป็นภาระหรือก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต เพราะสำหรับน้องแมวเจ้าของคือโลกทั้งใบของเค้า และทาง SILVERSQUAD ก็เชื่อว่าเราเองก็รักน้องเหมือนคนในครอบครัวของเราเช่นกัน

อ้างอิง:
Maniaki, E., Murrell, J., Langley-Hobbs, S. J., & Blackwell, E. J. (2021). Associations between early neutering, obesity, outdoor access, trauma and feline degenerative joint disease. Journal of feline medicine and surgery, 23(10), 965–975.https://doi.org/10.1177/1098612X21991456
 
Mazeau, L., Wylie, C., Boland, L., & Beatty, J. A. (2021). A shift towards early-age desexing of cats under veterinary care in Australia. Scientific reports, 11(1), 811.https://doi.org/10.1038/s41598-020-79513-6
 
Sampaio, K. O., Silva-Junior, V. A. D., de Sousa-Filho, R. P., Aleixo, G. A. S., Mori da Cunha, M. G. M. C., & da Silva, E. C. B. (2022). Neutering is not associated with early-onset urethral obstruction in cats. Journal of feline medicine and surgery, 24(12).https://doi.org/10.1177/1098612X221128781
 
ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ ภาควิชาสูติศาสตร์ เธนุเวชวิทยา และวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Preauricular alopecia

แมวเบงกอลขนตรงหน้าบาง?!! ขนบางๆบริเวณพื้นที่ระหว่างใบหู คิ้วและตาของแมวเบงกอลคืออะไร? ผิดปกติมั้ย? วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมารู้จักกับคำว่า Preauricular alopecia กันค่ะ
 
Preauricular alopecia จะสังเกตเห็นได้ชัดในแมวขนสั้น แมวขนชั้นเดียว แมวขนบาง และแมวขนสีเข้ม
 
ขนที่ขึ้นบางๆบริเวณระหว่างตา คิ้ว ไปจนถึงหน้าใบหูเป็นลักษณะ “ปกติ” ที่พบได้ทั่วไปในแมวรวมถึงแมวเบงกอล โดยลักษณะแบบนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Preauricular alopecia”
 
Preauricular alopecia จะเกิดขึ้นทั้งสองฝั่งซ้ายและขวาของหัวแมว ส่วนใหญ่จะเห็นได้ชัดในแมวที่มีขนสั้น ขนชั้นเดียว รวมถึงแมวสีเข้ม ส่วนในแมวขนยาว ขนหนา จะไม่ค่อยเห็น
 
Preauricular alopecia เป็นลักษณะปกติของแมว “ไม่ใช่โรคผิวหนัง” และ “ไม่ใช่ภาวะติดเชื้อ” ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรักษา
 
อย่างไรก็ตามถ้าบริเวณดังกล่าวเจ้าของสังเกตว่าผิวหนังมีการอักเสบแดง มีตุ่มหรือผื่น มีสะเก็ดรังแค และแมวมีอาการคัน/เการ่วมด้วย อาจมีสาเหตุจากโรคผิวหนัง ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจผิวหนังโดยละเอียดและรักษาในขั้นต่อไป
 
Reference:
โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Chapter 9 – Hereditary, Congenital, and Acquired Alopecias,
Editor(s): Keith A. Hnilica, Adam P. Patterson,
Small Animal Dermatology (Fourth Edition),
W.B. Saunders,
2017,
Pages 302-352,
ISBN 9780323376518,
https://doi.org/10.1016/B978-0-323-37651-8.00009-2

Smoke Bengal cats

แมวเบงกอลสีสโม้ค(Smoke Bengal cat)

Smoke Bengals ว่าด้วยที่มาที่ไปของแมวเบงกอลเสือดำที่ผู้คนที่พบเห็นต่างเรียกว่า Black Panther
 
Smoke Bengal cat หรือ แมวเบงกอลสีสโม้ค เป็นสีที่เกิดจากแมวเบงกอลสีซิลเวอร์(I/i หรือ I/I) ที่มียีน non-agouti(a/a) ทำให้เกิดเป็น Silver melanistic หรือศัพท์ที่ใช้ในวงการแมวเบงกอลเรียกว่า ‘Smoke’ เนื่องจากลักษณะสีพื้นที่เป็นสีเทาเงินคล้ายสีของควัน(Silvery white undercoat) ตัดกับมาร์กกิ้งลวดลายสีดำที่จะเห็นได้ชัดเมื่อทำมุมตกกระทบกับแสง นอกจากนี้สีขนบริเวณรอบดวงตา ปาก อก ท้องของแมวเบงกอลสีสโม้คจะมีสีเทา(Smoky grey) ในขณะที่ผิวหนังบริเวณขอบตา จมูก และขอบปากเป็นสีดำ
 
Smoke Bengals แตกต่างจาก Black Bengals ตรงที่ Smoke Bengals มีที่มาจากแมวเบงกอลสีซิลเวอร์ ส่วน Black Bengals มีที่มาจากแมวเบงกอลสีน้ำตาล โดยที่แมวเบงกอลสี Black melanistic จะมีสีพื้นเป็นสีดำสนิท(Jet black as the ground color)
 

ที่ SILVERSQUAD เรามุ่งพัฒนาและคัดสายเลือดแมวเบงกอลสีซิลเวอร์ที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลกมาไว้ที่บ้านเรา เพื่อให้ได้แมวเบงกอลที่โครงสร้างดีได้มารตฐานสากลและปลอดโรคพันธุกรรม

ฮีทสโตรก (Heat stroke)ในแมว

ฮีทสโตรก สัญญาณอันตรายในหมาแมว

ฮีทสโตรกหมาแมว
ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่ร่างกายของสัตว์ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ทันท่วงที ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ โดยอุณหภูมิความร้อนในร่างกายที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในให้ทำงานผิดปกติและล้มเหลวในที่สุด (ลองนึกภาพว่าร่างกายของสัตว์เปรียบเหมือนหม้อต้มน้ำที่เดือดปุดๆและอวัยวะภายในที่ถูกต้มสุกดูสิ)
 
ภาวะฮีทสโตรกเกิดขึ้นได้กับสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะกับน้องหมาและแมวเนื่องจากลักษณะทางกายภาพของน้องมีต่อมเหงื่อเฉพาะบริเวณจมูกและฝ่าเท้า ไม่ได้ระบายความร้อนออกทางต่อมเหงื่อที่ผิวหนังเหมือนมนุษย์ เลยต้องอาศัยการหอบและหายใจเป็นหลัก ดังนั้นในกรณีที่ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน น้องก็จะเกิดภาวะฮีทสโตรก
 
ฮีทสโตรกไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นปุบปับฉับพลัน แต่เกิดจากการที่ร่างกายของสัตว์มีการสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่องและระบายออกไม่ทันและร่างกายเริ่มแสดงอาการออกมา (Heat exhaustion) ซึ่งหากไม่ได้รับการคูลดาวน์อุณหภูมิร่างกายโดยเร็วและปฐมพยาบาล อวัยวะภายในจะเริ่มล้มเหลวและเสียชีวิต

อาการฮีทสโตรกในหมาแมว

  • หอบ หายใจถี่
  • ลิ้นและปากเป็นสีชมพูเข้ม/แดง
  • อาเจียน
  • น้ำลายไหล
  • ร่างกายอ่อนแรง ไม่มีแรงลุกหรือนั่ง
  • รูม่านตาขยายกว้าง
  • ชัก หมดสติ
  • อุณหภูมิร่างกายปกติของหมาและแมวคือ 38.3-39.2°C และมีความเสี่ยงเกิดภาวะฮีทสโตรกเมื่ออุณหภูมิร่างกายแตะระดับ 40°C (เมื่ออุณหูมิร่างกายสูงถึงจุดหนึ่ง หมาแมวจะชักและหมดสติเข้าสู่อาการโคม่า ร่างกายน้องๆแต่ละตัวสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ไม่เท่ากัน)

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหมาแมวที่เป็นฮีทสโตรก

  • พาน้องมาอยู่ในพื้นที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเท
  • เปิดพัดลมเป่า
  • ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดตามลำตัว อุ้งเท้า ท้อง ใบหู ขาหนีบ รักแร้ หรือแช่บริเวณลำตัวลงในอ่างน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
  • รีบพาน้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้านเพื่อให้สัตวแพทย์รักษาในขั้นต่อไป
  • ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดมาอาบ เช็ด หรือจุ่มตัวเพื่อระบายความร้อน เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ร่างกายระบายความร้อนได้แย่ลง อุณหภูมิที่ลดลงไวไปส่งผลทำให้ช็อคได้ แค่ให้กินพอ (.พญ.วรางคณา สังข์พิชัย, 2566)

การป้องกันการเกิดฮีทสโตรก

  • ตรวจสอบบริเวณพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงว่ามีร่มเงาและอากาศถ่ายเทสะดวก
  • หลีกเลี่ยงพาน้องหมาน้องแมวออกกำลังกายหรือเดินเล่นในวันที่อากาศร้อน
  • พึงระวัง! อาการเท้าพอง ที่เกิดจากการเดินสัมผัสพื้นทางเดิน
  • ไม่ปล่อยน้องทิ้งไว้ในห้องทึบหรือบนรถ
  • หมั่นสำรวจน้ำดื่มของสัตว์เลี้ยงให้มีเพียงพอตลอดเวลา สามารถใส่น้ำแข็งเพื่อช่วยให้น้ำเย็นนานขึ้น

References:

Royal Veterinary College University of London

PetMD Editorial

.พญ.วรางคณา สังข์พิชัย

รศ..สพ.ปานเทพ รัตนากร

 

อ่าน โรคพันธุกรรมในแมวเบงกอล คลิ้ก

แมวเบงกอลมาเบิ้ล Marbled Bengal cats

แมวเบงกอลมาเบิ้ล(Marbled Bengal cat)

ลายมาเบิ้ล (Marbled tabby)ในแมวเบงกอลเปรียบเหมือนงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติ มีความเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนลายหินอ่อนหรืองานลาเต้อาร์ท เป็นลวดลายที่มีรูปร่างลักษณะหมุนวนแบบสุ่มทั่วลำตัวของแมว ประกอบกับโครงสร้างที่โดดเด่นของแมวเบงกอลทำให้ได้ทั้งความสวยแปลกตาแถมเท่อย่าบอกใคร
 
 
ตามมาตรฐานสายพันธุ์แมวเบงกอลสากลระบุว่า ลวดลายของแมวเบงกอลถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ SPOTTED TABBY และ MARBLED ซึ่งเช่นเดียวกับ Spotted tabby ที่มีความหลากหลายในแง่ของขนาดวงเล็กใหญ่ ตำแหน่ง รูปร่าง และความเข้มของสีลาย Marbled เองก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน
 
ลายมาเบิ้ลในแมวเบงกอลเกิดขึ้นจากการพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอลในยุคแรกๆที่มีการนำเอาแมว domestic tabby เข้ามาผสมในขั้นตอนพัฒนาสายพันธุ์ ทำให้ยีนมาเบิ้ลถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่ลายมาเบิ้ลคือลักษณะที่เกิดจากยีนด้อย(Recessive gene) จำเป็นต้องอาศัยคู่แอลลีลด้อยมาคู่กัน ลายมาเบิ้ลถึงจะเกิดขึ้นได้
 
นอกจากลักษณะลายที่สวยแปลกตาแล้ว ลาย Marble ของแมวเบงกอลยังมีพัฒนาการของลายที่ใช้เวลานานกว่าลายจะนิ่งหากเปรียบเทียบกับลาย Spotted tabby กล่าวคือลายมาเบิ้ลสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนกระทั่งน้องแมวเบงกอลอายุ 2 ขวบเลยกว่าลายจะนิ่ง (ในแมวบางตัวอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น) นับเป็นอีกหนึ่งสเน่ห์ของ #ลูกแมวเบงกอล ลายมาเบิ้ล คือการที่เราได้เฝ้าดูพัฒนาการของสีขนและลวดลายของน้องที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดนั่นเอง
 
บอกได้เลยว่าคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆมาเบิ้ลเตรียมตัวเซฟภาพรอดูพัฒนาการได้เลยค้าบบบ
FAQs คำถามที่พบบ่อย:
1. พ่อมาเบิ้ล แม่มาเบิ้ล ลูกออกมาไม่ใช่มาเบิ้ลแต่เป็น Spotted tabby ได้มั้ย? = ไม่ได้
2. พ่อหรือแม่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นมาเบิ้ล ลูกออกมาจะเป็นยังไง? = ลูกแมวเบงกอลที่ออกมามีโอกาสเป็นได้ทั้ง Marbled(เกิดจากกรณีที่พ่อหรือแม่ที่เป็น Spotted tabby แคร์รี่ยีนมาเบิ้ล) และ Spotted tabby
3. ทั้งพ่อและแม่เป็น Spotted tabby ลูกออกมาเป็น Marbled ได้มั้ย? = ได้ โดยจะเกิดจากกรณีที่ทั้งพ่อและแม่แคร์รี่ยีนมาเบิ้ลทั้งคู่

แมวตัวผู้หรือตัวเมียดี

เลี้ยงแมวตัวผู้หรือตัวเมียดี ?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจรับแมวเบงกอลมาเลี้ยง ความแตกต่างระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย สามารถแบ่งออกเป็น ความแตกต่างเชิงกายภาพ และความแตกต่างทางบุคลิกภาพ

ความแตกต่างเชิงกายภาพ

ลักษณะโครงสร้างและรูปร่างระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย เป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและบอกความแตกต่างได้ชัดเจน แมวเบงกอลตัวผู้จะมีโครงสร้างร่างกายที่ใหญ่กว่าแมวตัวเมีย กะโหลกศีรษะใหญ่กว่า รวมถึงมวลกล้ามเนื้อของร่างกายที่มีมากกว่า โดยน้ำหนักเฉลี่ยแมวเบงกอลตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะอยู่ที่ 6-8 กิโลกรัม ในขณะที่ตัวเมียน้ำหนักเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม

ความแตกต่างเชิงบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพของแมวเบงกอล 1 ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย เกิดจากการหล่อหลอมของ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ สัญชาตญาณ พันธุกรรม และสภาพแวดล้อม

1. สัญชาตญาณ(Instinct) แมวเบงกอลเป็นแมวที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณ ซึ่งถูกส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวแมวมาตั้งแต่เกิด เป็นพฤติกรรมหรือความรู้สึกที่กระทำได้เองโดยไม่มีต้องฝึกหรือสอน

สัญชาตญาณนักล่า” แมวทุกชนิดมีสัญชาตญาณนักล่าติดตัว แมวเบงกอลก็เช่นเดียวกัน ทำให้แมวเหล่านี้มีพฤติกรรมชอบล่าสัตว์เล็กทุกชนิดหรือให้ความสนใจกับทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว การไล่จับนก หนู แมลงต่างๆ รวมถึงจิ้งจก เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากสัญชาตญาณ และด้วยพฤติกรรมดังกล่าวเจ้าของพึงต้องระมัดระวังการได้รับเชื้อโรคและปรสิตที่สามารถปนเปื้อนมากับเหยื่อที่แมวของคุณไปล่ามา

ชอบเล่นน้ำ” เป็นพฤติกรรมตามสัญชาตญาณที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของแมวเบงกอล เนื่องจากแมวส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่นน้ำ แต่แมวเบงกอลแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพฤติกรรมเอาเท้าจุ่มน้ำหรือใช้เท้ากวักน้ำขึ้นมาดื่ม พฤติกรรมเหล่านี้มาจากสัญชาตญาณของบรรพบุรุษแมวเบงกอลอย่างแมวดาว ที่เมื่ออาศัยอยู่ในธรรมชาติการกวักน้ำดื่มเป็นการช่วยปัดเอาฝุ่นรวมถึงเศษสิ่งสกปรกต่างๆออกจากผิวน้ำที่ตนกำลังดื่ม

ชอบอยู่ที่สูง” ไม่ว่าจะเป็นบนราวผ้าม่าน หลังตู้เย็น หลังตู้เก็บของ ยิ่งสูงยิ่งดี เป็นสัญชาตญาณอีกอย่างของแมวเบงกอลที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษแมวป่า เนื่องจากในธรรมชาติแมวดาวมีพฤติกรรมอาศัยอยู่บนต้นไม้ กล่าวคือ การได้อยู่ในจุดที่สูงที่สุดทำให้แมวรู้สึกปลอดภัยและสามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างทั่วถึง

ความแตกต่างของสัญชาตญาณระหว่างแมวเบงกอลตัวผู้และตัวเมีย

  • ตัวผู้ (Male)
  • แมวตัวผู้จะมีสัญชาตญาณของความเป็นจ่าฝูงมากกว่าตัวเมีย รวมถึงสัญชาตญาณการหาคู่เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ส่งผลให้แมวเบงกอลตัวผู้มีความกล้าและพร้อมจะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆได้ดี เข้ากับสมาชิกในบ้านได้ง่ายและทั่วถึง รวมถึงมีอาณาเขตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการทำหมันแมวตัวผู้จะ สเปรย์ หรือฉี่ตามจุดต่างๆเพื่อบอกอาณาเขตของตัวเองและเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม รวมถึงอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในช่วงหาคู่
  • ตัวเมีย (Female)
  • โดยธรรมชาติสัตว์ตัวเมียจะถูกกำหนดให้มีความเป็นแม่ ซึ่งก็รวมถึงแมวเบงกอลตัวเมียด้วยเช่นกัน ทำให้แมวเบงกอลตัวเมียมีความตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบสูง และมักมีความผูกพันกับคนแบบเฉพาะเจาะจงหรือเลือกเจ้านาย แมวตัวเมียเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จะฮีทเพื่อหาคู่ผสม ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมร้องโหยหวนเสียงดัง และในบางตัวจะ “สเปรย์” หากไม่ได้รับการทำหมันแมวตัวเมียมีโอกาสเสี่ยงเป็น “มดลูกอักเสบ” สูงซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นอันตรายถึงชีวิต

2. พันธุกรรม(Heredity) นิสัยหรือพฤติกรรมของแมวเบงกอลไม่ว่าจะเป็นแมวเบงกอลตัวผู้หรือตัวเมีย หากได้รับการส่งต่อจากสายเลือดที่ดี มีการคัดเลือกและบรีดพ่อแม่พันธุ์ที่นิสัยดี รุ่นลูกย่อมเป็นแบบเดียวกัน

3. สภาพแวดล้อม(Environment) ถึงแม้ว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อการกำหนดบุคลิกภาพ สิ่งแวดล้อมรอบตัวแมวเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในแมวทั้งตัวผู้และตัวเมียได้เช่นกัน การที่ลูกแมวเบงกอลเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก ผ่านกระบวนการฝึกการเข้าสังคม(Socialization) ไม่ถูกขังกรง จะทำให้แมวเบงกอลมีความมั่นใจในตัวเอง ปรับตัวเก่ง และไม่ก้าวร้าว

  • แมวตัวไหนอ้อนกว่ากัน? 

  • คำตอบคือ ความอ้อน ขึ้นอยู่กับนิสัยเฉพาะตัวของแมวแต่ละตัวที่มีไม่เหมือนกัน ไม่จำกัดว่าเพศผู้/เพศเมียต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตายตัว แมวตัวผู้ที่ติดคนมากและอ้อนเก่งมากก็มี รวมถึงแมวตัวเมียที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและชอบผจญภัยก็มีเช่นกัน
  • แมวตัวไหนฝึกง่ายกว่ากัน

  • คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแมวแต่ละตัว ไม่มีจำกัดเพศสภาพ แมวเบงกอลเป็นแมวฉลาด ดังนั้นการฝึกสอนให้ทำทริคต่างๆสามารถทำได้ทั้งในแมวตัวผู้และแมวตัวเมีย

Minileo White Phoenix

WCF(2023) BEST Adult Male shorthair

BEST Opposite Sex Adult shorthair

7th place Adult Male Ring ALL BREED, Judge: Allan Raymond

NOMBIS(Nominated for BEST IN SHOW)

3CAC

Sire: Minileo Stevie Madness

Dam: CH Batifoleurs Polly of Minileo

Seal Mink Spotted Tabby
DOB: 05/01/2022
PRA-b: N/N
PK Def: N/N

HCM: Normal(2022)

Wild look Bengal cat

แมวเบงกอล "ไวด์ลุค" คืออะไร ?

"The goal of the Bengal breeding program is to create a domestic cat which has physical features distinctive to the small forest-dwelling wildcats, and with the loving, dependable temperament of the domestic cat." -TICA

TICA-Bengal cat
หากแปลเป็นภาษาไทย คร่าวๆ คือ จุดมุ่งหมายของโปรแกรมการบรีดแมวเบงกอล คือ การสร้าง “แมวบ้าน” ที่มี “รูปลักษณ์ภายนอก หรือ ลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นเหมือนแมวป่า” ที่มีนิสัย “น่ารักเหมือนแมวบ้าน”
 
ลักษณะภายนอก คือ โครงสร้างหัวจรดหาง หน้าตา องค์ประกอบต่างๆของร่างกายที่มองเห็นได้ อทิ ตา หู จมูก ปาก สี ลวดลาย เหล่านี้ทำให้แมวเบงกอล “แตกต่าง”
WILD LOOK คือการพูดถึง “ลักษณะภายนอก” ของแมวเบงกอล ที่มีความใกล้เคียงกับเหล่าแมวป่า
 
ลักษณะภายนอก ****ไม่ใช่**** นิสัย 
 
เนื่องจากแมวเบงกอลเป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่นานนัก ปัจจุบันทำให้ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดอยู่ว่าแมวเบงกอล WILD LOOK คือแมวจะต้องมีนิสัยดุร้าย ไม่เป็นมิตรเหมือนแมวป่า ซึ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย และไม่ใช่นิยามของ WILD LOOK เลย
 
เบงกอล WILD LOOK คือแมวเบงกอลแท้ แมวบ้าน 100% ที่ผ่านการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์มาแล้วจนได้ลักษณะภายนอกที่ดู “ป่า” ถึงข้างนอกจะดูคูล ดูเท่ ดูดุดัน คล้ายแมวป่า แต่ข้างในก็แมวมุ้งมิ้งน่ารัก

“Wild Look” คือ ลักษณะความป่าที่ปรากฎเฉพาะในแมวเบงกอลเท่านั้น คือ ลักษณะทางกายภาพ หน้าตา และโครงสร้างของแมวเบงกอลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถบ่งบอกความแตกต่างระหว่างแมวเบงกอลกับแมวสายพันธุ์อื่น

Bengal cat wildlook

WILD LOOK คือ ลักษณะที่ทำให้แมวเบงกอลใกล้เคียงกับแมวป่ามากที่สุด

อาทิ ลักษณะของกะโหลกศีรษะที่ค่อนข้างกลมคล้ายไข่มีขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบสัดส่วนกับลำตัวเหมือนกับแมวดาว ดวงตาที่กลมและใหญ่วางอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำ ฐานจมูกที่กว้างทำมุมกับหน้าผากเป็นเส้นตรงเหมือนกับเสือ กระบอกปากใหญ่ คางใหญ่ หูสั้นฐานกว้างปลายมน หางต่ำและหนาเป็นพวง ท้องขาว เป็นต้น

 

หากตัดเรื่องลวดลายของแมวเบงกอลออกไป คุณเห็นว่าแมวตัวนั้นเป็นอย่างไร เหมือนแมวบ้านทั่วไป หรือเป็นแมวที่ดูยังไงก็เหมือนแมวที่เพิ่งหลุดออกมาจากป่า??

หูสั้น ฐานกว้าง ปลายโค้ง
ลักษณะกะโหลกศีรษะ
ตาโต ฐานจมูกกว้าง กระบอกปากใหญ่
ลายจุดลงมาถึงขา
หางหนาเป็นพวง
ลักษณะโครงสร้างลำตัว ขาหลังสูง