แมวอ้วน

แมวอ้วน น้ำหนักตัวของแมวนั้นสำคัญแค่ไหน จากข้อมูลทางสถิติของสถานพยาบาลสัตว์ในแถบยุโรป พบว่ากว่าร้อยละ 59 ของสุนัขและแมวในยุโรปมีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรืออยู่ในภาวะ “อ้วน” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน การที่สัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างน้องแมวมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่ามาตรฐาน แม้เจ้าของจะมองว่า “น่ารัก จ้ำม่ำ น่ากอด” แต่พฤติการณ์เช่นนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เหนี่ยวนำทำให้แมวประสบกับปัญหาสุขภาพต่างๆและโรครุมเร้าอีกมากมายที่ตามมาได้มากขึ้น เช่นโรคเบาหวาน โรคกระดูกและไขข้ออักเสบ โรคทางเดินระบบปัสสาวะ และโรคที่เกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เป็นต้น ซึ่งความเชื่อผิดๆนี้เองก็กำลังเกิดขึ้นในหมู่คนเลี้ยงแมวเบงกอลเช่นกัน หลายคนมีความคิดว่า “ยิ่งแมวเบงกอลน้ำหนักมากเท่าไหร่ แสดงว่าแมวโครงสร้างดี” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ซ้ำร้ายยังส่งผลร้ายกับตัวแมวเสียเอง แมวเบงกอลเป็นแมวขนาดกลางและสามารถมีช่วงน้ำหนักและขนาดของโครงสร้างที่หลากหลายขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสายเลือดของน้องแมวเองด้วยเช่นกัน แมวเบงกอลสามารถมีโครงสร้างเล็กได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก รวมถึงโครงสร้างใหญ่ได้เช่นกัน ทั้งนี้หากแมวเบงกอลที่มีโครงสร้างเล็กเป็นทุนเดิมแต่เจ้าของเลือกที่จะเพิ่มปริมาณอาหารและเสริมโภชนาการต่างๆเกินความต้องการของร่างกายแมวเพื่อหวังให้แมวเพิ่มน้ำหนัก ท้ายที่สุดจะลงเอยด้วยการที่แมวตกอยู่ในภาวะ “แมวอ้วน” “แมวอ้วน” ไม่ใช่แมวโครงสร้างใหญ่หรือดี แต่เป็นแมวที่ควรได้รับการดูแลทางด้านโภชนาการเพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แมวเบงกอลเป็นสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อด้านโครงสร้างและสรีสระที่แตกต่างจากแมวบ้านสายพันธุ์อื่นๆ ประกอบกับมาตรฐานสายพันธุ์แมวเบงกอลของสมาคม TICA มีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ระบุถึงโครงสร้างของแมวเบงกอลไว้ว่า “Boning: Sturdy, firm; never delicate. Musculature: Very muscular, especially in the males, one of the most distinguishing features” กล่าวคือ บอดี้ของแมวเบงกอลสิ่งสำคัญคือ “ความเฟิร์ม” และ “กล้ามเนื้อ” (หากเปรียบเทียบกับคนก็คล้ายกับเหล่านักกีฬาที่มีร่างกายที่ฟิตและเฟิร์ม) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะกายภาพทางธรรมชาติของแมวป่าบรรพบุรุษ และนิสัยพื้นฐานของแมวเบงกอลที่มีความตื่นตัวและกระตือรือล้นแทบตลอดเวลา วิธีการพิจารณาเบื้องต้นว่าแมวตกอยู่ในภาวะ “แมวอ้วน” สามารถพิจารณาได้ดังนี้ ใช้วิธีลูบคลำตามร่างกายของแมวบริเวณซี่โครง หากจับไม่เจอกระดูกเลย แสดงว่าแมวของเราเริ่มอวบแล้วล่ะ คลำหน้าท้อง ซึ่งหากหย่อนมามากผิดปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าแมวเราเริ่มอวบแล้วล่ะ ทั้งนี้ เจ้าของต้องแยกความแตกต่างให้ออกระหว่างหน้าท้องแมวอ้วน กับ ถุงใต้ท้องของแมว (Primordal pouch หรือ Cat belly flap) ซึ่งในแมวแต่ละตัวมีขนาดไม่เท่ากัน และมีประโยชน์ต่อตัวแมวด้วย ไม่ว่าจะเป็นใช้ปกป้องร่างกายระหว่างต่อสู้เพื่อลดการบาดเจ็บของอวัยวะภายในช่องท้อง ช่วยยืดตัวในระหว่างวิ่งหรือกระโดด ขยายพื้นที่หน้าท้อง และสะสมไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง สังเกตบริเวณใต้คางของน้องแมว ว่าแมวของเรามีคางสองชั้นหรือเปล่า มีไขมันพอกใต้บริเวณขากรรไกรและลำคอของน้องแมวหรือไม่ ลองคลำหาเอวของน้องแมวดูว่ามีไขมันสะสมมากน้อยเพียงใด หากต้องการลงรายละเอียดมากกว่านั้น เจ้าของสามารถใช้วิธีคำนวณหาค่าคะแนนร่างกาย (BCS) เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับสัดส่วนไขมันในร่างกาย (BF) และน้ำหนักตัว ทั้งนี้หากแมวเบงกอลของเรามีสุขภาพที่ดี ร่าเริง แจ่มใส กินดื่มได้เป็นปกติ ขับถ่ายปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของแมวสุขภาพดี เจ้าของหมดห่วงเรื่องน้ำหนักตัวของน้องแมวได้เลยค่ะ ข้อมูลอ้างอิง: 1. Dawn Brooks, Julie Churchill, Karyn Fein, Deborah Linder, Kathryn E. Michel, Ken Tudor, Ernie Ward, Angela Witzel. 2014 AAHA Weight Management GuildelinesContinue reading “แมวอ้วน”

แมวตาเหล่

แมวตาเหล่ เกิดจากอะไร? ลักษณะอาการตาเหล่ ในแมวเบงกอล หลายท่านอาจเคยพบเห็น แมวตาเหล่ มาบ้างไม่มากก็น้อย หรือมีคำถามผุดขึ้นมาในหัวว่า แมวตาเหล่ ได้ด้วยหรอ? คำตอบคือ ใช่ค่ะ แมวสามารถตาเหล่ได้ และแมวเบงกอลเองแม้จะพบเห็นได้ไม่บ่อยนักแต่ก็สามารถตาเหล่ได้เช่นกัน อาการตาเหล่ในแมวเบงกอล ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “strabismus” หรือ “crossed eyes” เป็นลักษณะที่สามารถเกิดขึ้นได้ในแมวเบงกอลโดยเฉพาะแมวเบงกอลสีสโนว์ “ลิงส์” (Snow lynx Bengal cat) สาเหตุมาจากการส่งต่อทางพันธุกรรมของยีนส์จากแมว Siamese ที่เป็นต้นกำเนิดของแมวเบงกอลสีสโนว์ลิงส์ นั่นเอง แมว Siamese มีประวัติสายพันธุ์มาอย่างยาวนานและหากลองพิจารณามองย้อนกลับไป แมว Siamese เองก็เป็นต้นตระกูลบรรพบุรุษของสายพันธุ์แมวบ้านในปัจจุบันอีกมากมายหลากหลายสายพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์จากบรีดเดอร์มาแล้วแทบทั้งสิ้น ซึ่งในอดีต แมว Siamese กับลักษณะตาเหล่ถือเป็นสิ่งที่มาควบคู่กันเสมือนกับสัญลักษณ์ประจำตัวแมว Siamese ไปเสียแล้ว(trade mark) และครั้งหนึ่งลักษณะอาการดังกล่าวยังเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของแมวสายพันธุ์นี้เสียด้วยซ้ำ(normal breed trait) โดยจำนวนแมว Siamese ที่ตาเหล่ในอดีตนั้นมี % ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแมว Siamese ตาปกติ อย่างไรก็ตามสำหรับลักษณะตาเหล่ที่ว่าในปัจจุบันกลับกลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์และถูกมองว่าเป็นภาวะผิดปกติในแมว(defect) ส่งผลให้จำนวนแมว Siamese ที่มีลักษณะตาเหล่ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องจากการผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ของเหล่าบรีดเดอร์แมวต่างๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะคัดสรรแมว Siamese ที่ไม่ตาเหล่ผ่านกระบวนการ selective breeding แต่ลักษณะตาเหล่กลับเป็นสิ่งที่สามารถส่งต่อและเกิดขึ้นได้ในรุ่นลูกรุ่นหลานแม้ว่าบรีดเดอร์ระมัดระวังแค่ไหนก็ตามเช่นกัน นอกจากนี้กระบวนการผลิตแมวขายในเชิงพาณิชย์เพื่อค้าเอากำไรเป็นที่ตั้ง ประกอบกับการเน้นแต่ปริมาณแมวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ไม่คัดสรรพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ (ลองจินตนาการภาพของตลาดขายสัตว์ที่ตลาดนัดจตุจักรเมื่อในอดีตที่ผ่านมาอาจพอช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพการผลิตเน้นแต่ปริมาณได้บ้างไม่มากก็น้อย) เหล่านี้ส่งผลให้ลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆในตัวแมว ซึ่งรวมไปถึงลักษณะตาเหล่ ยังคงปรากฏให้เห็นต่อไป แมวตาเหล่จึงพบเห็นได้อยู่ในปัจจุบันอันเป็นผลมาจากการบรีดแมวไม่เลือกหน้า และพันธุกรรมที่ไม่พึงประสงค์ สาเหตุของลักษณะตาเหล่ดังกล่าว สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำหน้าที่ส่งผลไปยังกล้ามเนื้อตา (optic nerves) ของแมว ด้วยความจริงที่ว่าแมว Siamese เป็นแมวเผือก (albino) ซึ่งไม่ใช่แมวสีขาวทั่วไปก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากในระยะการเจริญของตัวอ่อนหรือเอมบริโอ (embryonic development) เมลานินจะทำหน้าที่ในการระบุตำแหน่งการพัฒนาสำหรับเส้นประสาท การที่ร่างกายผลิตเมลานินได้น้อยกว่าภาวะปกติเนื่องจากภาวะเผือก (albinism) มีส่วนทำให้การพัฒนาของเส้นประสาทตาผิดทางและส่งผลให้แมวตาเหล่ในที่สุด ลักษณะตาเหล่ที่พบเห็นได้บ่อยและเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของแมว Siamese รวมไปถึงลักษณะที่พบในแมวเบงกอลสีสโนว์เฉพาะบางกรณี คือ ลักษณะการเหล่เข้าหาสันจมูก ขอบคุณแหล่งอ้างอิงและภาพประกอบ: Robinson’s Genetics for Cat Breeders and Veterinarians page 169. https://pictures-of-cats.org/why-siamese-cats-are-cross… https://www.petcoach.co/…/condi…/strabismus-in-cats-and/ https://faqcats.com/why-do-siamese-cats-have-crossed-eyes/ https://thecatsite.com/…/cross-eyed-snow-bengals.200569/

แมวท้องเสีย

แมวท้องเสีย ปัจจุบันคนให้ความสนใจกับการเลี้ยงสัตว์มากขึ้นรวมถึงแมว ทำให้ประเด็นเรื่องสุขภาพและอาการเจ็บป่วยของแมวเป็นสิ่งสำคัญที่มิอาจละเลยได้ สาเหตุที่ทำให้แมวเจ็บป่วยประกอบด้วยหลายสาเหตุ โดยกลุ่มอาการทางคลินิกที่พบได้บ่อยในโรงพยาบาลสัตว์ ได้แก่ อุบัติเหตุ ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งปัญหาท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้มากที่สุดในแมวบ้านรองจากปัญหาระบบทางเดินหายใจ ปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวสัตว์และผู้เลี้ยงมากพอสมควร โดยสาเหตุที่นำไปสู่อาการท้องเสียในแมว ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต อาหาร และการได้รับสารพิษ ท้องเสีย (Diarrhea) คือ อาการที่แมวถ่ายมูลเป็นลักษณะเหลว เป็นน้ำ หรือเป็นมูก ไม่สามารถคงรูปร่างเมื่อตัก (Andersen et al., 2018) ซึ่งในบางกรณีอาจมีเลือดปน เป็นระยะเวลาต่อเนื่องและถี่ โดยองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization; WHO (2017) รายงานนิยามอาการท้องเสียไว้ว่า “Diarrhea is defined as the passage of three or more loose or liquid stools per dayContinue reading “แมวท้องเสีย”

ประวัติแมวเบงกอล

สายพันธุ์แมวเบงกอล ถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง แมวเบงกอลเปรียบเสมือนกับทูตไมตรีของเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลายในวงการแมวบ้าน อันเนื่องมากจากโครงสร้างและหน้าตาที่มีความละม้ายคล้ายกับเหล่าสัตว์ตระกูลเสือและแมวป่า รวมถึงสีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายกับเสือนานาชนิด แมวสายพันธุ์เบงกอลถูกยอมรับในวงการแมวสากลและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวบ้านครั้งแรกในปีค.ศ.1986 โดยสมาคม TICA (The International Cat Association) และในปีค.ศ.1991 เป็นปีที่เปรียบเสมือนการเดบิ๊วท์สร้างชื่อเสียงของแมวสายพันธุ์เบงกอลและกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางหลังจากที่แมวเบงกอลได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดแมวสากล  เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับสายพันธุ์และสร้างความประทับใจให้กับเหล่าคนรักแมวและผู้ที่คร่ำหวอดในวงการแมวทั่วโลกได้ไม่น้อยด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแมวเบงกอลที่สามารถดึงดูดสายตาของเหล่าผู้คนที่พบเห็นได้เป็นอย่างดีทั้งโครงสร้างแน่นกำยำประกอบด้วยมัดกล้ามเนื้อเหมือนแมวป่า ลวดลายที่ชวนให้นึกถึงแมวป่าและเสือนานาชนิด รวมถึงเส้นขนที่เป็นประกายและสัมผัสที่นุ่มลื่น แมวเบงกอลเป็นแมวบ้านเพียงสายพันธุ์เดียวในโลกที่มีลักษณะเส้นขนและลวดลายที่แตกต่างจากแมวบ้านชนิดอื่นอย่างสิ้นเชิง แมวเบงกอลเป็นแมวบ้านพันธุ์แท้ที่มีการรับรองสายพันธุ์อย่างถูกต้อง ไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่แมวพันธุ์ผสม และไม่ใช่สัตว์เลี้ยงเอกโซติกอย่างที่คนไทยบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดอยู่ แมวเบงกอลเป็นสายพันธุ์หนึ่งของแมวบ้านที่มีลักษณะคล้ายแมวป่า เป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนามากว่าหลายสิบปี จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากสมาคมแมวสากล ซึ่งลักษณะภายนอกที่มีความคล้ายกับเสือและแมวป่านี่เองที่เป็นจุดประสงค์ตั้งต้นของเหล่านักพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอล ยิ่งลักษณะภายนอกเหมือนกับเสือและแมวป่ามากเท่าไหร่ ยิ่งดี กล่าวคือในปัจจุบัน แมวเบงกอล คือ แมวเบงกอล ที่เกิดมาจากการผสมระหว่างแมวเบงกอลเท่านั้น ประวัติแมวเบงกอล: ที่มาและต้นกำเนิดของแมวเบงกอล บรรพบุรุษของสายพันธุ์แมวเบงกอล คือ แมวดาว(Asian Leopard Cat หรือ ALC) ที่ถูกนำมาผสมกับแมวบ้านและถูกพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดเป็นแมวสายพันธุ์เบงกอลที่มีลักษณะคงที่ทางมาตรฐานสายพันธุ์ทั้งโครงสร้างภายนอกรวมถึงนิสัยที่สามารถถ่ายทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น และกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แมวเบงกอลถูกพัฒนาสายพันธุ์จากเหล่าบรีดเดอร์จนกระทั่งไม่เหลือเค้าสัญชาติญาณสัตว์ป่าของแมวดาวแล้ว คงไว้แต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงความน่าเกรงขามและชวนให้หลงไหล แมวดาว แมวดาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Prionailurus bengalensis โดยที่ชื่อสายพันธุ์แมวเบงกอลในภาษาอังกฤษอย่าง Bengal cat ก็มาจากการอ้างอิงชื่อทางวิทยาศาสตร์ของแมวดาวผู้เป็นบรรพบุรุษ แมวดาวเป็นแมวป่าที่พบได้มากและมีประชากรกระจายอยู่ในบริเวณป่าทั่วทวีปเอเชีย โดยทั่วไปมีโครงสร้างขนาดเล็ก ขนาดเฉลี่ยจะใกล้เคียงแมวบ้าน อย่างไรก็ตามลักษณะทางกายภาพ ขนาด โครงสร้าง สีสัน ลวดลาย รวมไปถึงหน้าตาของแมวดาวจะมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่อาศัยและซับสปีชีส์ของแมวดาว ซึ่งแมวดาวถือได้ว่าเป็นสัตว์ตระกูลกินเนื้อที่มีหลายซับสปีชีส์มากเป็นอันดับต้นๆในเอเชีย อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน แมวดาวถูกจัดให้เป็นหนึ่งในรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง การครอบครองแมวดาวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประวัติแมวเบงกอล: จุดเริ่มต้นสายพันธุ์ ในช่วงระยะเริ่มต้นของการพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอล จีน มิล(Jean S. Mill) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ก่อกำเนิดและวางรากฐานของสายพันธุ์แมวเบงกอลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิลเป็นนักอนุรักษ์สัตว์และมีส่วนในการพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอลอย่างมาก เธอปรารถนาที่จะพัฒนาแมวที่เป็นเสมือนตัวแทนของเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลายเพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้คนในการหันมานิยมเลี้ยงแมวบ้านที่มีลักษณะคล้ายเสือหรือแมวป่าแทน เพื่อช่วยเหลือแมวป่าจากการล่าของเหล่านายพรานและการลักลอบซื้อขายแมวป่าเพื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญในการริเริ่มโครงการพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอลของเธอภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันวิจัย UC Davis โดยที่ขั้นตอนเหล่านี้ได้ผ่านการศึกษา วิจัยในเชิงวิชาการ และมีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีเพียงจีน มิล เท่านั้นที่สนใจพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอล ยังมีบรีดเดอร์อีกหลายคนที่เริ่มพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอลในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

เตรียมตัวเลี้ยงแมวเบงกอล

เลี้ยงแมวเบงกอล ต้องเตรียมอะไรบ้าง ? วิธีการเลี้ยงแมวเบงกอลไม่ได้มีความพิเศษแตกต่างไปจากการเลี้ยงแมวทั่วไปเลยแม้แต่นิดหากเจ้าของเข้าใจธรรมชาติและนิสัยของแมวสายพันธุ์นี้ ซึ่งแมวทุกตัวล้วนต้องการความรักและความเอาใจใส่จากเจ้าของ เพียงแต่สำหรับเจ้าของแมวเบงกอลอาจจะต้องเตรียมอุปกรณ์และของเล่นบางอย่างที่จำเป็นสำหรับนิสัยของสายพันธุ์แมวเบงกอล อย่างเช่น อุปกรณ์สำหรับปีนป่าย หรืออุปกรณ์ลับเล็บ เป็นต้น ทาง SILVERSQUAD ได้รวบรวมเชคลิสต์ที่จำเป็นสำหรับเจ้าของแมวเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่จะออกไปรับแมวเบงกอลเข้ามาในบ้าน ซึ่งได้แก่ สถานที่ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและรอบบ้านของคุณให้พร้อมก่อนจะนำแมวเบงกอลเข้ามา เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเลยว่า “มีพื้นที่ตรงไหนที่เราไม่ต้องการให้แมวเบงกอลเข้าไปหรือไม่” “ลักษณะนิสัยของคุณกับคนในบ้านมีอะไรที่ต้องปรับเมื่อแมวเบงกอลเข้ามาเป็นสมาชิกไหม” ซึ่งเหล่านี้ล้วนช่วยให้การเข้ามาอยู่อาศัยของแมวและการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันเป็นไปได้ง่ายขึ้น พื้นที่บริเวณในบ้าน ด้วยลักษณะนิสัยของแมวเบงกอลโดยพื้นฐานคือ ชอบปีนขึ้นที่สูง และ ชอบเล่นน้ำ ดังนั้นเจ้าของควรที่จะหลีกเลี่ยงการวางสิ่งของมีค่า ของชิ้นเล็กๆที่แมวสามารถกินได้ และของที่ตกแตกได้ง่ายไว้ในบริเวณที่คาดว่าแมวเบงกอลจะปีนถึง เช่น ชั้นวางของ หลังตู้เย็น เป็นต้น รวมถึงเก็บขวดสารเคมีต่างๆให้มิดชิด หรือหากมีตู้ปลาควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันแมวเบงกอลลงไปเล่นน้ำ นอกจากนี้แมวเบงกอลชอบชมวิวดูนกดูแมลงนอกบ้านดังนั้นตามประตูหน้าต่างหากมีความจำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ แนะนำให้ติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันปัญหาแมวหลุดหาย พื้นที่บริเวณนอกบ้าน ควรตรวจสอบให้ดีว่านอกบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับแมวเบงกอลหรือไม่ มีสัตว์ใหญ่บริเวณรอบบ้านหรือไม่ ควรเก็บของมีคมให้มิดชิด รวมไปถึงหลีกเลี่ยงพืชที่เป็นอันตรายต่อแมวซึ่งหากแมวกินเข้าไปอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังต่อไปนี้ บอนสี มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ สาวน้อยประแป้ง หากสัมผัสจะเกิดการระคายเคือง และมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ว่านหางจระเข้ มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย อาเจียร เบื่ออาหาร ว่านสี่ทิศ มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย อาเจียร เบื่ออาหาร ผักบุ้ง ยางในผักบุ้งมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และกล้ามเนื้อกระตุก พลูด่าง ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร จามจุรี หากกินเมล็ดเข้าไปจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียร อาจนำไปสู่อาการชักได้ ปรง มีผลต่อระบบประสาทและอาจส่งผลให้ตับล้มเหลว ไฮเดรนเยีย ทำให้คลื่นไส้ หายใจติดขัด ชวนชม ยางของต้นชวนชมมีผลต่อการเต้นของหัวใจ **ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านและสวน, 2020 เลี้ยงแมวเบงกอล : อุปกรณ์ของใช้สำหรับแมว ที่นอน ห้องน้ำแมว แบบกระบะทราย แบบโดม ทรายแมว คริสตัล เบนโทไนต์ วัสดุธรรมชาติ อาหารแมว อาหารแห้ง อาหารเปียก อาหารทำเอง หรือ อาหารบาร์ฟ ภาชนะใส่อาหารและน้ำ ด้วยนิสัยแมวเบงกอลที่ชอบเล่นน้ำ ชอบเอาเท้าเขี่ยน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งน้ำดื่มจะสกปรกได้ง่าย น้ำพุแมวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้แมวได้ดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัยเนื่องจากมีระบบกรองและระบบไหลเวียนน้ำ บวกกับน้ำที่กระเพื่อมไหลเวียนตลอดเวลามีส่วนช่วยเพิ่มให้แมวดื่มน้ำมากขึ้น อุปกรณ์ลับเล็บ เสาลับเล็บ แผ่นลับเล็บ เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับแมว เพราะด้วยสัญชาติญาณของแมวจะลับเล็บอย่างสม่ำเสมอ หากไม่มีอุปกรณ์ลับเล็บแมวจะหาอย่างอื่นมาลับเล็บแทน เช่น โซฟา เฟอร์นิเจอร์ของใช้ต่างๆในบ้าน เป็นต้น อุปกรณ์ใส่แมวเวลาเดินทาง ของเล่นแมว ให้เจ้าของได้ใช้เวลาร่วมกับแมว และทำให้แมวมีกิจกรรมเพลิดเพลินไม่เบื่อ วงล้อแมว หรือ ลู่วิ่งแมว เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยตอบโจทย์คนเลี้ยงแมวเบงกอลเป็นอย่างมากเนื่องจากช่วยให้แมวได้ออกกำลังกายContinue reading “เตรียมตัวเลี้ยงแมวเบงกอล”

แมวเกรดสัตว์เลี้ยง

แมวเกรดสัตว์เลี้ยงสำหรับ Silversquad คือ แมวที่ทำหมันแล้ว การที่แมวเบงกอลตัวหนึ่งถูกเรียกว่าเป็นเกรดสัตว์เลี้ยง ไม่ได้หมายความว่าแมวตัวดังกล่าวมีลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่พึงประสงค์เสมอไป แมวเบงกอลที่สวยและมีลักษณะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์เองก็สามารถเป็นเกรดสัตว์เลี้ยงได้หากทำหมัน เกรดสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่ เกรดเลี้ยงเล่น** การที่เรารับแมวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ไม่มีคำว่าเลี้ยงเล่นๆเด็ดขาด มีแต่เลี้ยงจริงเท่านั้น และเราต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของเขาไปอีกทั้งชีวิต แมวเกรดสัตว์เลี้ยง เกรดสัตว์เลี้ยง ในวงการเลี้ยงแมว มีอยู่ 2 ความหมายด้วยกัน คือ แมวที่เจ้าของมีวัตถุประสงค์เพื่อเลี้ยงเป็นเพื่อนเท่านั้น หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Pet ซึ่งมีความหมายตรงตามตัว โดยที่เจ้าของแมวไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะขยายพันธุ์แมวต่อ และในใบเพดดิกรีจะถูกระบุว่า Not for breed แมวที่มีลักษณะไม่พึงประสงค์ตามมาตรฐานสายพันธุ์ บกพร่องทางสรีระ หรือมีทางโรคกรรมพันธุ์แอบแฝง ซึ่งเป็นลักษณะที่สามารถส่งต่อไปยังลูกหลานได้ จึงสมควรทำหมัน ไม่เหมาะที่จะเพาะพันธุ์ต่อ และในใบเพดดิกรีจะถูกระบุว่า Not for breed เกรดสัตว์เลี้ยงสำหรับฟาร์ม Silversquad คือ แมวที่ทำหมันแล้ว ซึ่งการที่แมวเบงกอลตัวใดตัวหนึ่งจะถูกทำหมันหรือถูกเรียกว่าเป็นเกรดสัตว์เลี้ยง ไม่ได้หมายความว่าแมวตัวดังกล่าวมีลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่พึงประสงค์เสมอไป แมวเบงกอลที่สวยและมีลักษณะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์เองก็สามารถเป็นเกรดสัตว์เลี้ยงได้หากทำหมัน ซึ่งแมวทำหมันสามารถประกวดได้เช่นกัน นอกจากนี้คำว่าเกรดสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่ เกรดเลี้ยงเล่น** การที่เรารับแมวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ไม่มีคำว่าเลี้ยงเล่นๆเด็ดขาด มีแต่เลี้ยงจริงเท่านั้น และเราต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของเขาไปอีกทั้งชีวิต เชื่อว่าจุดเริ่มต้นของการมองหาสัตว์เลี้ยงสักตัวหนึ่งสำหรับใครหลายๆคนที่มีความพร้อมที่จะเริ่มต้นดูแลรับผิดชอบชีวิตอีกหนึ่งชีวิต มักเริ่มต้นมาจากเหตุผลที่ว่าต้องการเพื่อนคู่กายในยามว่าง ต้องการสร้างสีสันให้กับชีวิตตัวเองหรือแม้แต่ชีวิตคู่ หรือต้องการมอบความรักให้กับใครสักคน ซึ่ง “แมว” ก็เป็นคำตอบในใจของผู้คนมากมายที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ด้วยภาพจำและลักษณะนิสัยเบื้องต้นของแมวที่มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง รักสะอาด ไม่ต้องคอยเอาใจใส่หรือให้เวลากับพวกเขามากนักเพราะถ้าแมวอยากเล่นกับเรา..เขาจะมาเอง ไม่เสียงดัง ดูแลง่าย อยู่ง่ายกินง่าย และขับถ่ายเป็นที่เป็นทางเพียงแค่เจ้าของมีพื้นที่และห้องน้ำแมวให้กับเขา เหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่พึงประสงค์สำหรับผู้ที่ต้องการแมวเพื่อสร้างความสุขเล็กๆให้กับตนเอง โดยไม่เป็นภาระมากนัก อย่างไรก็ตามสำหรับลักษณะของแมวเบื้องต้นที่ได้กล่าวไป ไม่ได้หมายความว่าแมวทุกตัวจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งนั่นรวมไปถึงแมวเบงกอลเองด้วยเช่นกัน เนื่องด้วยแมวแต่ละตัวมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวค่อนข้างสูงรวมไปถึงเพศสภาพที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของแมว ทำให้ปัจจุบันผู้เลี้ยงแมวหลายคนตัดสินใจที่จะพาแมวของตนเองไปทำหมันเพื่อลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของแมว เพื่อรักษาสุขภาพแมว และเพื่อให้ทั้งผู้เลี้ยงและแมวเองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ทำหมันแมว ดีอย่างไร ข้อดีของการทำหมันแมวมีหลายประการ ซึ่งทางฟาร์ม Silversquad ได้ทำการรวบรวมให้ผู้อ่านได้ศึกษาและทำความเข้าใจประโยชน์ของการทำหมันแมวมากขึ้นมาแล้วดังนี้ ทำหมันแมว ตัวผู้ 1) ช่วยให้แมวมีสุขภาพที่ดี และอายุยืนยาว 2) ลดความเสี่ยงเกิดโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งอัณฑะ 3) ลดพฤติกรรมฉี่เรี่ยราด หรือที่เรียกว่า การสเปรย์ เพื่อบอกอาณาเขตในแมวตัวผู้ โดยจะมีกลิ่นฉุนและแรงมาก การทำหมันแมวตัวผู้ตั้งแต่ก่อนแมวจะมีพฤติกรรมสเปรย์จะช่วยป้องกันการเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นี้ได้เกือบ 100% 4) ลดพฤติกรรมก้าวร้าว 5) ลดปัญหาแมวหาย แมวตัวผู้หนีออกจากบ้านเพราะติดแมวตัวเมียที่อื่น รวมถึงปัญหาโรคติดต่อและบาดแผลจากการต่อสู้ที่แมวตัวผู้ต้องเผชิญเมื่อหนีออกจากบ้าน ซึ่งสถิติของแมวที่ตายหรือติดเชื้อจากการต่อสู้สูงมากในแมวตัวผู้ 6) ลดปัญหาแมวตัวผู้ร้องเสียงดัง หรือหง่าวเสียงดังมาก ย้ำว่าดังมาก เมื่อต้องการผสมพันธุ์ ซึ่งจะรบกวนเจ้าของและเพื่อนบ้านแน่นอน 7) การทำหมันแมวตัวผู้ไม่มีผลกระทบต่อท่อปัสสาวะ เพราะเป็นอวัยวะคนละส่วนกัน ทำหมันแมว ตัวเมีย 1) ช่วยให้แมวมีสุขภาพที่ดี และอายุยืนยาว 2) ลดความเสี่ยงเกิดโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น มดลูกอักเสบ มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม 3) ลดพฤติกรรมฉี่เรี่ยราด หรือที่เรียกว่า การสเปรย์ ในแมวตัวเมียที่ต้องการบอกให้แมวตัวผู้ได้รับรู้เมื่อติดสัด 4) ช่วยไม่ให้แมวตัวเมียทรมานจากการติดสัด หรือที่เรียกว่า ฮีท ซึ่งในแมวตัวเมียบางตัวเมื่อฮีทจะทุรนทุรายและร้องเสียงดังมากหากไม่ได้รับการผสมจากแมวตัวผู้ 5) ลดปัญหาเสียงดังโหยหวนในแมวตัวเมียเมื่อเข้าสู่ช่วงฮีท 6) ป้องกันปัญหาแมวท้องโดยไม่ตั้งใจซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาแมวจรจัด เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทำให้เจ้าของไม่สามารถดูแลแมวได้อีกต่อไป 7) ไม่ควรใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดในแมวตัวเมียเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงและอันตรายต่อชีวิตของแมวมาก

แมวประกวดและแมวพ่อพันธุ์/แม่พันธุ์

ในเอกสารที่ออกโดยสมาคมแมวสากลที่ได้มาตรฐานจะไม่มีการระบุเกรดของแมวว่าเป็นประกวดหรือพ่อแม่พันธุ์ เพียงแต่ระบุว่าแมวตัวดังกล่าวมีคุณสมบัติที่จะเพาะพันธุ์ได้(for breed)เท่านั้น …โดยทั่วไปคำว่า แมวเกรดประกวด มักใช้กับแมวที่โตแล้วหรือมีผลงานผ่านสนามประกวดมาแล้ว หากในกรณีแมวเด็กควรพิจารณาหลังจากลูกแมวอายุ 4 เดือนขึ้นไปเพื่อที่จะให้แมวได้แสดงนิสัยส่วนตัวและพฤติกรรมการเข้าสังคมของแมวออกมา หากมีสรีระที่สมบูรณ์ ลักษณะหางที่ไม่งอไม่เป็นปม ฟันสบกันสวยงาม ตาไม่เขไม่เหล่ ไข่ลงถุงครบสองใบ ไม่มีกระดูกปูดงอตามชายโครง เป็นต้น แมวทุกตัวสามารถลงประกวดได้ เพียงแต่จะได้รับรางวัลไหมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แมวประกวด แมวประกวด หรือเกรดประกวด คือ แมวที่มีลักษณะถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์ที่ถูกระบุไว้ในสมาคมแมวสากล ไม่ว่าจะเป็น TICA WCF CFA เป็นต้น โดยแมวที่ถูกมองว่าเป็นเกรดประกวดจะมีแนวโน้มที่จะได้คะแนนสูงเมื่อลงสู่สนามประกวด ซึ่งมีโอกาสคว้าตำแหน่งแชมป์และมีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่านั้นได้ สำหรับแมวเกรดประกวด นอกจากจะต้องมีลักษณะทางสรีระที่สมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะหางที่ไม่งอไม่เป็นปม ฟันสบกันสวยงาม ตาไม่เขไม่เหล่ ไข่ลงถุงครบสองใบ ไม่มีกระดูกปูดงอตามชายโครง เป็นต้น แมวจะต้องเข้าสังคมได้ดี อารมณ์ดี ไม่ขี้อาย ไม่ก้าวร้าวต่อหน้ากรรมการด้วยเช่นกัน การที่จะระบุว่าแมวตัวใดตัวหนึ่งเป็นเกรดประกวดหรือไม่ ควรต้องพิจารณาหลังจากลูกแมวอายุ 4 เดือนขึ้นไปเพื่อที่จะให้แมวแสดงนิสัยส่วนตัวและพฤติกรรมการเข้าสังคมของแมวออกมา และทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าแมวตัวดังกล่าวมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเกรดประกวดหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปคำว่า เกรดประกวด มักใช้กับแมวที่โตแล้วหรือมีผลงานผ่านสนามประกวดมาแล้ว แมวเกรดพ่อพันธุ์/แม่พันธุ์ คือ แมวที่มีลักษณะถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์ที่ถูกระบุไว้ในสมาคมแมวสากล และมีความสมบูรณ์ของร่างกายที่ปกติ มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดลักษณะที่พึงประสงค์ไปสุ่รุ่นลูกหลาน โดยแมวเกรดนี้สามารถได้ตำแหน่งจากการประกวดได้เช่นกัน แมวประกวด และ แมวเกรดพ่อพันธุ์/แม่พันธุ์ ต่างกันอย่างไร? กล่าวได้ว่า แมวเกรดประกวดและเกรดพ่อแม่พันธุ์ จำเป็นต้องมีลักษณะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์เหมือนกัน มีความสมบูรณ์ทางร่างกายเหมือนกัน แตกต่างกันเพียงลักษณะนิสัยเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามภายนอก หางงอในแมวเบงกอล สำหรับแมวสายพันธุ์เบงกอล ลักษณะของหางเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับแมวเมื่อลงสนามประกวด การที่แมวเบงกอลมีลักษณะ “หางงอ” ซึ่งส่วนใหญ่พบได้ในส่วนปลายหางตำแหน่งกระดูกข้อสุดท้าย เป็นข้อบกพร่องที่ทำให้แมวขาดคุณสมบัติในการลงประกวด ไม่ว่าแมวเบงกอลตัวดังกล่าวจะมีลักษณะที่สวยงามเพียงใดหรือตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์แค่ไหนก็ตาม ปลายหางที่หักหรืองอหรือเป็นปมเป็นข้อบกพร้องใหญ่หลวงในการประกวด ซึ่งหากพบแมวเบงกอลที่มีลักษณะหางที่ผิดปกติดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทางฟาร์มที่มีจรรยาบรรต้องแจ้งกับผู้ซื้อให้รับรู้ถึงข้อบกพร่องนี้ หากสาเหตุของความผิดปกติของหางไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ลักษณะหางที่ผิดปกตินี้จะสามารถถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานได้ ซึ่งแมวเบงกอลที่มีลักษณะเช่นนี้ไม่สมควรขยายพันธุ์ต่อ และสมควรถูกระบุเป็น not for breed ลักษณะหางงอในแมวเบงกอลสามารถตรวจสอบได้โดยใช้นิ้วลูบคลำ โดยรูดไล่ตั้งแต่บริเวณโคนหางจรดปลายหาง ควรทำทั้งบนล่างและซ้ายขวา หากเป็นแมวเบงกอลที่มีลักษณะหางปกติการรูดกางแมวจะไม่สะดุด ไม่เจอปม ไม่เจอตุ่ม และโดยเฉพาะปลายหางที่ไม่งอ นอกจากนี้หางแมวยังสามารถเอกซเรย์ได้ด้วยเช่นกัน

ลวดลายแมวเบงกอล

ในเอกสารใบแสดงประวัติแมวเบงกอลที่ออกโดยสมาคมแมวสากลที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็น TICA WCF CFA เป็นต้น ต่างใช้คำศัพท์ในการระบุลวดลายของแมวเบงกอลว่า Spotted tabby กับ Marbled เท่านั้น ต่อให้แมวเบงกอลตัวดังกล่าวจะมีโรเส็ทโดนัท โรเส็ทลายเมฆ หรือโรเส็ทประเภทอื่นที่ปรากฏเป็นส่วนมากบนตัวแมวก็ตาม โดยจะ “ไม่มี”การระบุลายละเอียดว่าแมวเบงกอลตัวนั้นมีโรเส็ทประเภทย่อยแบบไหน ลวดลายแมวเบงกอล หรือ แพทเทิร์น(patterns) เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้กับแมวสายพันธุ์เบงกอล ซึ่งลวดลายของแมวเบงกอลได้ถูกพัฒนาตามความชอบส่วนตัวของเหล่าบรีดเดอร์ผู้เพาะพันธุ์ว่าต้องการให้เป็นไปในลักษณะใด ใกล้เคียงกับเสือชนิดไหน หรือมีลวดลายของสัตว์ชนิดไหนเป็นแรงบันดาลใจ ทั้งนี้ทำให้ลวดลายของแมวเบงกอลมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของขนาดและลักษณะการจัดเรียงตัวของลาย ทั้งนี้ลายแต่ประเภทที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนมีสเน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลของผู้บรีดเดอร์และผู้เลี้ยง โดยที่ขนาดของลวดลายเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวกำหนดราคาแมวเบงกอลอย่างที่คนไทยหลายคนมักเข้าใจผิด จริงอยู่ที่ลวดลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของแมวเบงกอล แต่การประเมินราคาแมวหนึ่งตัวนั้นมีปลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อซึ่งนั่นรวมไปถึงสายเลือด สุขภาพ นิสัย และโครงสร้างของแมวตัวดังกล่าวด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ลวดลายของแมวเบงกอลนั้นเปรียบเสมือนกับเสื้อผ้าที่แมวสวมใส่ ซึ่งนอกจากเราจะพิจารณาความสวยงามของเสื้อผ้าแล้ว ยังต้องพิจารณาตัวหุ่นที่สวมใส่ด้วยว่ามีนิสัยอย่างไร มีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ และสวยได้มาตรฐานไหม หลักการพิจารณาลวดลายของแมวเบงกอลตามเกณฑ์มาตรฐานสายพันธุ์เบื้องต้น ได้แก่ โรเส็ทที่มีการเรียงตัวสวยงามในแนวนอน และสมมาตรสองข้าง โรเส็ทประกอบด้วยสี 2 สีตัดกับสีพื้นของแมวอย่างชัดเจนทำให้ลวดลายมีความโดดเด่น ลวดลายแมวเบงกอล สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ SPOTTED TABBY กับ MARBLED 1 SPOTTED TABBY มักเรียกทับศัพท์ หรือภาษาไทยเรียกว่า ลายจุด ซึ่งลวดลายแมวเบงกอลประเภท Spotted tabby สามารถแยกออกเป็น Spots ที่เป็นลายจุดที่มีลักษณะเป็นจุดสีเดียวตัดกับสีพื้นลำตัว Rosettes (อ่านว่า โรเส็ท) ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดที่ประกอบด้วยสี 2 สี ตัดกับสีพื้นลำตัว โดยทั่วไปโรเส็ทมักจะเป็นลวดลายที่พบเห็นได้มากที่สุดในแมวเบงกอล และเป็นที่พึงประสงค์มากกว่าลายจุดสีเดียวในเวทีประกวดแมว แมวเบงกอล 1 ตัว สามารถมีโรเส็ท ได้หลายประเภทย่อยรวมกันโดยที่ลายแต่ละประเภทย่อยจะปรากฏในแต่ละตำแหน่งของร่างกายแตกต่างกัน ดังนั้นในบางกรณีการจะจำแนกหรือระบุชี้ชัดว่าแมวเบงกอลตัวดังกล่าวมีลักษณะลายเป็นแบบไหนจึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนเสมอไป ยกเว้นแต่การจำแนกแมวเป็น Spotted และ Marbled นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นลายประเภทใดก็ตาม ลักษณะการเรียงตัวของลายที่เป็นระเบียบ มีความสมมาตรใกล้เคียงกันสองฝั่ง รวมไปถึงสีและความคมชัดของเส้นขอบที่ตัดกับสีพื้นบนตัวแมวเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาใน “มาตรฐาน” ของแมวเบงกอล ตัวอย่างประเภทย่อยของโรเส็ท ได้แก่ 1) Arrowhead rosettes ลักษณะคล้ายลูกดอกธนูหรือหัวลูกศรเรียงตัวกันเป็นแนวนอน เป็นลักษณะลายที่สามารถพบเห็นบ่อยในแมวดาว(Asian Leopard Cat; ALC) โดยลายลักษณะนี้จะคล้ายกับใบไม้สามารถช่วยในการพรางตัวในธรรมชาติ 2) Paw print rosettes ลักษณะคล้ายลวดลายของเสือดาว(Leopard) วงที่เส้นขอบปิดกันไม่สนิท 3) Donut rosettes ลักษณะคล้ายลวดลายของเสือจากัวร์(Jaguar) วงเส้นขอบรอบวงปิดสนิท และมีสีขอบที่เข้มหนาตัดกับสีด้านในวง ลักษณะลายประเภทนี้บรีดเดอร์หลายสายทั่วโลกต่างพยายามพัฒนาให้โดนัทโรเส็ทมีความกลมและแยกกันตลอดทั่วลำตัว ซึ่งหากโดนัทโรเส็ทมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น บางคนจะเรียกลายลักษณะดังกล่าวว่า แพนเค้กโรเส็ท(Pancake rosettes) 4) Clouded rosettes ลักษณะคล้ายลวดลายของเสือลายเมฆ(Clouded leopard) ลายเป็นวงใหญ่เส้นขอบปิดสนิทเรียงต่อกันเหมือนจิ๊กซอว์โดยมีระยะห่างระหว่างวงเพียงเล็กน้อย สำหรับแมวเบงกอลของบรีดเดอร์บางสายได้มีการเรียกชื่อลายลักษณะนี้ตามชื่อของสัตว์ที่เป็นแรงบันดาลใจ เช่น งูเหลือม กระดองเต่า หรือยีราฟ 5) Chain rosettes ลักษณะคล้ายลวดลายของแมวป่าโอซีล็อต(Ocelot) เป็นเหมือนโดนัทโรเส็ทที่เรียงติดกันเป็นเส้นขนานยาว ลักษณะลายแบบนี้มักพบในบริเวณส่วนลำตัว หรือ ส่วนที่ขนานกับแนวกระดูกสันหลังของแมวเบงกอล 2 MARBLED มักเรียกทับศัพท์ หรือภาษาไทยเรียกว่า ลายหินอ่อน ลักษณะเหมือนแถบลายพื้นหินอ่อนบนตัวแมวเบงกอล ซึ่งลักษณะลายประเภทนี้เชื่อกันว่าได้มาจากทางฝั่งแมวบ้านที่นำมาผสมกับสายพันธุ์แมวดาว หรือ F generation ในช่วงที่มีการพัฒนาสายพันธุ์แมวเบงกอล ลายมาเบิ้ลเป็นลวดลายอีกประเภทหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปในปัจจุบัน ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว บางกรณีลวดลายจะมีความคล้ายกับงานศิลปะบนตัวแมว หรือในบางกรณีจะเป็นแถบสีทึบทั้งตัวโดยไม่สามารถมองเห็นลวดลายได้เลย ลายมาเบิ้ลจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจนกว่าแมวจะมีอายุ 2-3 ปี ลายมาเบิ้ลเป็นลักษณะด้อยที่ส่งต่อทางพันธุกรรมได้ กล่าวคือ หากในประวัติสายพันธุ์แมวเบงกอลตัวดังกล่าวมีแมวที่เป็นมาเบิ้ลอยู่ โอกาสที่แมวเบงกอลรุ่นลูก รุ่นหลานจะปรากฏลายมาเบิ้ลย่อมได้เช่นเดียวกัน

โรคทางพันธุกรรมในแมวเบงกอล

โรคทั่วไปและโรคทางพันธุกรรมต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะทั้งสองสิ่งต่างส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแมวเบงกอลโดยตรง โดยเฉพาะหากเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เราสามารถตรวจสอบและป้องกันได้ก่อน การเลือกที่จะป้องกันโรคที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของแมวเบงกอลที่เราในฐานะบรีดเดอร์สามารถทำได้จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง โรคพันธุกรรมในแมวเบงกอล โรคพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมหรือยีน ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์และอวัยวะในร่างกาย นำไปสู่การเกิดโรค โดยที่ความผิดปกติดังกล่าวสามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ กล่าวคือ โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อและแม่สู่ลูก โรคทางพันธุกรรมในแมวเบงกอล ที่พบบ่อยได้แก่โรค PRA-b และโรค PKdef ซึ่งทั้งสองเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถพบได้บ่อยและสามารถส่งต่อความผิดปกติไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ ดังนั้นในการคัดเลือกแมวเบงกอลเพื่อจะนำมาเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จึงมีความ “จำเป็น” ที่จะต้องตรวจสอบประวัติในเครือญาติว่าเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่ หรือ นำตัวอย่างของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ส่งตรวจโรคในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบและ “ป้องกัน” การส่งต่อโรคทางพันธุกรรมไปสู่รุ่นต่อไป โรคพันธุกรรม BENGAL PROGRESSIVE RETINAL ATROPHY (PRA-b) PRA-b คือ โรคทางพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติของยีนด้อยออโต้โซม (autosomal recessive condition) นำไปสู่การ “ตาบอด” ในแมวเบงกอล อาการของโรค คือ เซลล์รับแสงซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ตรวจจับแสงในบริเวณด้านหลังของดวงตาถูกทำลาย โดยเซลล์รับแสดงจะถูกทำลายและลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องในแมวช่วงอายุประมาณ 7 สัปดาห์เป็นต้นไป จนกระทั่งแมวเบงกอลสูญเสียการมองเห็นในที่สุด โดยแมวเบงกอลที่ได้รับผลกระทบจากโรค PRA-b มักประสบปัญหาการมองเห็นในตอนกลางคืน บางกรณีก็ส่งเสียงมากขึ้น และผูกพันกับเจ้าของมากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อแมวที่ได้รับผลกระทบจากโรคเกิดความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมจะทำให้มันเกิดการปรับตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะทำให้เจ้าของยากที่จะสังเกตุว่าแมวเบงกอลของตนเองมีปัญหาด้านการมองเห็นอยู่ และลงเอยด้วยแมวสูญเสียการมองเห็นในที่สุด โรคพันธุกรรม ERYTHROCYTE PYRUVATE KINASE DEFICIENCY (PKDef) PKDef คือ โรคโลหิตจาง ที่เกิดจากการแตกทำลายของเซลล์เม็ดเลือดแดงจากการบกพร่องในการทำงานของเอนไซม์ควบคุม metabolism ของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมอันเกิดจากความผิดปกติของยีนด้อยออโต้โซม (autosomal recessive condition) แมวที่ได้รับผลกระทบจากโรค PKDef จะเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งลักษณะของภาวะโลหิตจางจะไม่มีความต่อเนื่อง มีความรุนแรงหลายระดับแตกต่างกันในแมวแต่ละตัวซึ่งบางตัวอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และไม่สามารถระบุอายุที่แน่นอนของแมวที่จะแสดงอาการของโรคได้ รวมถึงอาการทางคลินิกของแมวแต่ละตัวมีความไม่แน่นอนเช่นกัน อาการของภาวะโลหิตจางในแมวที่เป็นโรค PKDef ในที่นี้รวมถึง แมวที่มีอาการอ่อนเพลีย ซึม ง่วงตลอดเวลา น้ำหนักลด มีลักษณะของโรคดีซ่าน และมีช่องท้องที่ขยายตัว เป็นต้น PRA-b และ PKDef เป็นโรคพันธุกรรมที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา แต่ “สามารถป้องกันได้” ซึ่งเป็นหน้าที่ของบรีดเดอร์ที่มีจรรยาบรรณที่ต้องแสดงความรับผิดชอบทั้งต่อตัวแมวเบงกอลและต่อสังคม ในการตรวจโรคทางพันธุกรรมของแมวเบงกอลที่จะนำมาใช้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ เพื่อสุขภาพที่ดีของแมวในปัจจุบันและป้องกันความเสี่ยงของแมวเบงกอลรุ่นลูกหลานในอนาคต ซึ่งโดยทั่วไปแมวเบงกอลที่ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมจะถูกคัดออกจากโปรแกรมพัฒนาสายพันธุ์โดยการทำหมัน   ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการใช้ชีวิตของแมวและเจ้าของ การตรวจสอบประวัติโรคของแมวเบงกอลก่อนซื้อแมวกับบรีดเดอร์จึงเป็นเรื่องที่ “สำคัญมาก” และ “ไม่ควรมองข้าม” วิธีอ่านรายงานผลตรวจโรคพันธุกรรม เนื่องจากโรค PRA-b และ PKDef เป็นโรคพันธุกรรมที่เกิดจาก “ยีนด้อย” ทำให้ในผลตรวจของโรคสามารถปรากฏรายงานได้ดังต่อไปนี้ N/N หรือ Normal (-/-) หมายความว่า แมวตัวดังกล่าวไม่เป็นโรคและไม่มีความผิดปกติของยีนด้อยออโต้โซม N/K หรือ Carrier (+/-) หมายความว่า แมวตัวดังกล่าวไม่เป็นโรค แต่เป็นพาหะ เนื่องจากมีความผิดปกติของยีนด้อยออโต้โซม และสามารถส่งต่อลักษณะยีนด้อยที่ผิดปกตินี้ไปสู่รุ่นลูกได้ K/K หรือ Affected (+/+) หมายความว่า แมวตัวดังกล่าวเป็นโรค   ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก UCDAVIS Veterinary Genetics Laboratory และ Langford VetsContinue reading “โรคทางพันธุกรรมในแมวเบงกอล”

Terms and Conditions

นโยบายและเงื่อนไขฟาร์ม 1) SILVERSQUAD เปิดรับผู้ที่สนใจรับข่าวสารอัพเดทของลูกแมวล่วงหน้า หรือ Waiting list โดยสามารถแจ้งความประสงค์ลงทะเบียนฝากชื่อนามสกุล และช่องทางติดต่อกลับไว้กับฟาร์ม เมื่อมีลูกแมวทางฟาร์มจะติดต่อและให้สิทธิ์เลือกก่อนประกาศลงหน้าเพจหรือเว็บไซต์ 2) SILVERSQUAD ไม่มีตัวแทนและ/หรือนายหน้าจำหน่ายแมว การนำรูปแมวเบงกอลของทางฟาร์มไปแอบอ้างจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย 3) SILVERSQUAD ไม่มีบริการรับผสมพันธุ์ ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพ สุขภาพ และมาตรฐานของแมวเบงกอลในฟาร์ม 4) SILVERSQUAD สงวนสิทธิ์จำหน่ายแมวเบงกอลเพื่อผสมพันธุ์ให้กับฟาร์มที่จดทะเบียนของสมาคมแมวสากลและตรวจโรคพันธุกรรม PRA-b PKdef และ HCM เท่านั้น 5) SILVERSQUAD รับประกันสุขภาพแมวทุกตัวที่ออกจากฟาร์ม ดังต่อไปนี้ 5.1 โรค PRA-b และ PK-def 5.2 โรค HCM 5.3 โรค FIV และ FeLV  6) SILVERSQUAD ขึ้นทะเบียนลูกแมวทุกตัวกับสมาคม TICA   การชำระเงิน 1) ค่ามัดจำสำหรับเป็น WAITING LIST 10,000 บาท เงินจองมีสองส่วน คือ ส่วนแรก deposit จำนวน 10,000 บาท เพื่อจองสิทธิ์ในการเลือกลูกแมวแต่ละครอก(เข้า Waiting list) เมื่อมีลูกแมวพร้อมจอง ฟาร์มจะส่งภาพให้ผู้ซื้อตัดสินใจภายใน 7 วัน หากผู้ซื้อสนใจจองลูกแมวตัวใดๆ ต้องจ่ายเงินส่วนที่ 2 คือ 50% ของค่าตัวแมวเพื่อจองสิทธิ์ในลูกแมวเบงกอลตัวที่เลือกไว้(โดยคิดรวมกับเงิน deposit ส่วนแรก) 1.1 การจองแมวเบงกอลตัวใดก็ตามจะมีผลต่อเมื่อผู้ขายได้รับค่ามัดจำแมวเบงกอลเต็มจำนวนแล้วเท่านั้น 1.2 ทางฟาร์ม SILVERSQUAD ไม่มีนโยบายคืนเงินค่ามัดจำ ยกเว้นกรณีที่แมวตัวดังกล่าวไม่สามารถส่งมอบได้โดยมีสาเหตุมาจากทางฟาร์มเองเท่านั้น ลูกค้าจะได้รับเงินค่ามัดจำคืนทั้งหมด 1.3 ในกรณีที่ลูกค้าเห็นหรือมาดูลูกแมวแล้วเกิดเปลี่ยนใจ ไม่ตัดสินใจเลือกแมวตัวดังกล่าวที่วางเงินค่ามัดจำไว้ ทางฟาร์ม SILVERSQUAD ไม่มีนโนบายคืนเงินค่ามัดจำ เงินค่ามัดจำดังกล่าวจะยังคงมีผลต่อไปโดยที่ลูกค้าสามารถเลือกลูกแมวเบงกอลตัวอื่นของฟาร์มได้ในภายหลัง 2) ส่วนต่าง 50% ของค่าตัวแมวเบงกอล ณ วันที่แมวอายุครบ 4 เดือน หรือวันที่มารับแมว 3) ค่าเดินทางของแมวในกรณีที่มีการขนส่งแมว (ค่าขนส่งและค่าดำเนินการเอกสาร ไม่รวมอยู่ในค่าตัวแมว)   เงื่อนไขการจองแมว 1)  SILVERSQUAD เปิดจองลูกแมวเมื่อลูกแมวมีอายุ 4 สัปดาห์ เป็นต้นไป 2) ในกรณีที่ลูกค้ายกเลิกการจองด้วยเหตุผลส่วนตัวของลูกค้าเอง ทางฟาร์มไม่มีนโยบายคืนเงินค่ามัดจำไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น 3) ทางฟาร์มขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาความเหมาะสมในการจำหน่ายแมวเบงกอลตามที่ฟาร์มเห็นสมควร 4) ลูกแมวสามารถย้ายบ้านได้เมื่ออายุครบ 4 เดือนขึ้นไป และลูกค้าต้องรับแมวภายในอายุ 6 เดือน มิเช่นนั้นทางฟาร์มจะถือว่าลูกค้ายกเลิกการจองแมวโดยทางลูกค้าจะไม่ได้รับเงินค่ามัดจำคืน เนื่องจากทำให้ลูกค้าท่านอื่นและลูกแมวเสียโอกาส ***5) แมวเบงกอลที่เป็นเกรดสัตว์เลี้ยงจะถูกทำหมันให้เรียบร้อยทุกตัวก่อนส่งมอบ หรือตามเงื่อนไขที่เจ้าของตกลงกับทางฟาร์ม Bengal kitten: Terms and ConditionsContinue reading “Terms and Conditions”